แนวคิดในการใช้เงินผ่อนสินค้า

แนวคิดในการใช้เงินผ่อนสินค้า

อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านความคิดเห็นของผมดูบ้าง และหวังว่า คุณจะลองเปลี่ยนความคิดดูเกี่ยวกับการใช้เงินครับ :D

ผมรายได้ประมาณเกินครึ่งแสนมาหน่อยนึง จริงๆมีกำไรจากหุ้น+กองทุนอยู่ แต่ไม่นับละกัน เอารายได้ต่อเดือนเพียวๆ (ตัด project พิเศษออกไปด้วย)

ผมไม่เคยซื้อของเงินผ่อนครับ แต่ผมจะใช้บัตรเครดิตรูดเต็มจำนวนทุกครั้ง และจ่ายเต็มเมื่อเรียกเก็บสิ้นเดือน (ถ้าเค้าไม่ชาร์จนะ) เพราะผมมีบัตรแพลตินั่มของ ROP อยู่ สะสมไมล์ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็ได้เยอะแล้วเหมือนกัน รถ ก็ซื้อสดครับ แต่เป็นรถเก๋งญี่ปุ่นธรรมดานะ ไม่ได้หวือหวาอะไร เพราะผมไม่อยากเสียอะไรไปกับรถเท่าไหร่ เพราะนับวันมูลค่ามันยิ่ง "ลด" ตามชื่อ

ผมว่า จขกท เค้าต้องการที่จะสื่อถึงปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ ณ ขณะนี้มากกว่าครับ ว่าเงินมันสำคัญขนาดไหน คือให้คนที่รายได้ไม่เยอะ เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมัน ดีกว่าให้พวกนายทุนมันเอาเงินจำนวนนั้นมาซอยย่อยๆเป็นงวดๆ เพื่อกลบเกลื่อนคุณค่าที่แท้จริงของมันเพื่อการค้าขาย เงิน 30000 กับ เงิน 3000 ผ่อน 10 เดือน อันไหนดูมีคุณค่ามากกว่าล่ะครับ คิดง่ายๆเลย เวลาคุณจ่ายเงิน ให้คุณจ่าย 30000 เลยคุณบอกว่าแพง แต่ถ้าให้คุณจ่ายเดือนละ 3000 สิบเดือน คุณดันยอมจ่าย เพราะคุณมองมูลค่ามันน้อยลง แต่จริงๆแล้วเงินสามหมื่นควรจะมีคุณค่าอย่างที่มันเป็นคือ 30000 ครับ ลองดูตัวอย่างที่ผมเพิ่งเจอมาสดๆร้อนๆเลยนะครับ

แนวคิดในการใช้เงินผ่อนสินค้า

ผมรู้จักกับน้องจบใหม่ที่เพิ่งเข้ามาใหม่เมื่อต้นปีที่แล้วคนนึง เค้าเรียนเก่งมาก และสามารถต่อรองเงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่ได้มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย คือ start ที่สองหมื่นกลางๆ แน่นอนครับ พอเด็กที่เพิ่งจบได้งานก็อยากที่จะหาความสุขใส่ตัวบ้าง พอทำงานไปได้สักสองเดือนก็จัดกระเป๋าหลุยส์ ผ่อนเอา ก่อนหน้านั้นก็มีพวกเครื่องสำอางค์แพงๆอีก (ซื้อที่เป็นหมื่น) น้องคนนี้ค่อนข้างดูแลตัวเองครับ ของที่ใช้ต้องหรู เครื่องบำรุงผิวดีๆ ฐานะทางบ้านเค้าปานกลาง ตอนนี้อยู่กับที่บ้านอยู่ เพราะฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่บ้านเลยยังไม่ต้องออก มีรถขับ พ่อซื้อให้เพราะเห็นเป็นผู้หญิง และที่สำคัญเธอคนนี้มีวินัยในการ "ผ่อน" มากครับ ไม่เคยเลยสักครั้งที่ขาดตกบกพร่อง ผ่อนตรงทุกงวด และด้วยเงินเดือน start ขนาดนี้ แน่นอนว่าไม่มีปัญหากับการ "ผ่อน" อยู่แล้ว และยังมีรายได้เสริมจากการเป็นพวก pr อะไรพวกนี้อีก (น้องคนนี้หน้าตาดีครับ เพราะดูแลตัวเองมาก ถ้าดูภายนอกนี่เหมือนพวกคุณหนูเลย) แต่นั่นแหล่ะครับ ผมได้เตือนมาตลอดเรื่องใช้เงิน บอกว่าแกใช้อย่างงี้แล้วแกไม่มีเงินเก็บเลยเหรอ น้องก็บอกว่าไม่มีเลย เพราะหมดไปกับการผ่อนของพวกนี้ (ใช้จ่ายรายเดือนก็กินแพงๆเกือบทุกวัน ไปเทียวผับหรูเดือนละสองครั้ง) ผมเตือนเรื่องการใช้เงินทุกครั้ง แต่ก็เหมือนไม่เป็นผล ผมก็เลยปล่อยไป ช่างมัน ถือว่าเตือนแล้ว

เหตุการณ์ไม่คาดฝันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองเดือนที่แล้วครับ คือคุณพ่อของน้องเค้าป่วยหนักเป็นโรคร้ายขั้นที่สอง และต้องใช้เงินรักษาเบื้องต้นจำนวนหนึ่ง พี่ชายเห็นว่าน้องสาวทำงานมาได้เกือบๆสองปีแล้ว เลยถามถึงเงินเก็บเพื่อที่จะเอามาช่วยกันออกเป็นค่ารักษาพยาบาล แน่นอนครับ เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างงี้ใครจะเตรียมเก็บเงินทัน เพราะเงินเก็บทั้งหมดมันไปอยู่กับกระเป๋า เครื่องสำอาง เสื้อผ้า มือถือ หมดแล้ว พอเงินเดือนออกมาก็ต้องไปโปะอีก ไม่โปะก็โดนเค้าฟ้อง ทำให้น้องคนนี้จะไม่มีเงินพอไปช่วยคุณพ่อไปประมาณห้าเดือนนับจากนี้ น้องเลยมาปรึกษาผม ตอนแรกผมแนะนำให้ไปถามหลายๆคนในทีม เพราะว่าช่วยๆกันมันจะได้กระจายๆกันไป แต่น้องเค้าอายครับ (ออฟฟิตผมพวก ผญ นี่แข่งกันสุดริดครับ ทั้งนินทา ทั้งแต่งตัว อันนี้ผมก็เข้าใจนะ เลยช่างมัน) ผมก็เลยไปถามเพื่อนผมสองคน(สองคนนี้เงินเก็บเยอะกว่าผมทั้งคู่ครับ มีเงินล้านได้ภายในอายุ 28 ไม่เคยแบมือขอตังค์พ่อแม่ตั้งแต่เริ่มทำงาน) สุดท้ายแล้วก็ให้ยืมไปคนละสามหมื่นเพื่อจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น (คุณพ่อก็มีเงินเก็บนะครับ แต่ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ และคุณแม่ก็ไม่ได้ทำงานแล้วด้วย) และผมบอกน้องเค้าไปว่า เงินทั้งหมดเก้าหมื่นนี้ ผมกับเพื่อนผมอีกสองคนคงช่วยได้มากสุดแค่นี้ มีเมื่อไหร่ก็เอามาคืน ตอนนี้น้องคนนี้เครียดมากจนต้องเอากระเป๋า เครื่องสำอางค์ไปเลหลังขาย รวมถึงรถยนต์เพื่อที่จะเอาเงินมาโปะเงินผ่อนงวดที่เหลือให้ครบ

ตอนนี้น้องเค้าไม่เหลืออะไรเลยครับ ทั้งรถ ทั้งกระเป๋าหรูๆ เครื่องสำอางค์ มือถือ ทุกอย่างจากที่เคยใช้แพงๆก็หายหมด (แต่เวลาเพื่อนๆเค้าถามเค้าก็อ้างไปตามประสา ผู้หญิง แหล่ะครับ อันนี้ผมไม่ยุ่ง) น้องเค้าเสียรายเดือนเพียงแค่เดือนละเกือบๆหมื่น แต่ "มูลค่าที่แท้จริง" ที่น้องเค้าเสียไปรวมๆแล้วเท่าไหร่ล่ะครับ

อย่างที่เห็นครับน้องคนนี้ ไม่ได้ไม่มีวินัยทางการเงินนะครับ จ่ายตรงทุกงวด เงินเดือนก็ถือว่าเยอะถ้าเทียบกับอายุ จากที่เมื่อก่อนผมเคยเตือน มันก็ทำหูทวนลม แต่พอทุกวันนี้เวลาผมเตือน ก็จะฟังผมทันที เค้าเคยบอกกับผมว่าถ้าย้อนไปได้ เค้าจะไม่ทำอย่างงี้แน่นอน แต่ตัวผมก็ช่วยได้เท่าที่จะช่วยแล้วจริงๆ ตอนเงินเดือนออกเดือนต่อมาหลังจากทราบข่าวร้าย เค้าได้เอาเงินมาให้ผมเป็นจำนวน 5000 บาท เพื่อที่จะผ่อนผมกับเพื่อนเป็นระยะเวลา 18 เดือน ผมเลยบอกว่าให้เค้าสร้างบัญชีฝากประจำของเค้าเอง แล้วฝากทุกเดือนเดือนละ 5000 แล้วเอาสมุดบัญชีมาให้ผมดูทุกเดือน พอครบ 2 ปีแล้ว ค่อยเอาเงินมาคืนผมกับเพื่อน แล้วเอาดอกกับเงินที่เหลือไป ซึ่งผมว่าเป็นวิธีที่ดี ที่จะสอนให้เค้ารู้ถึงคุณค่าของเงิน ว่าระหว่าง ผ่อนเดือนละ 5000 กับฝากเดือนละ 5000 อย่างไหนมันรู้สึกดีกว่ากัน

เห็นไหมครับ ถึงคุณจะบอกว่าคุณมีวินัยในการจ่าย แต่ถ้าเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอย่างงี้ คุณจะทำยังไงครับ แน่นอนว่าคุณจะมองย้อนกลับไปถึงคุณค่าของเงินจริงๆแน่นอน และจะมานึกเสียใจกับเงินที่สูญเสียไปกับสิ่งเหล่านี้ สุภาษิตโบราณเค้าเลยบอกครับ "การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"

ผมก็เหมือนพวกคุณแหล่ะครับ มีกิเลศ ชอบเทคโนโลยี แต่่ก่อนผมจะซื้ออะไรสักอย่าง ผมจะย้อนดูก่อนครับว่าเงินเก็บเรามีเท่าไหร่ ถ้าเราซื้อไปแล้ว เงินเก็บเราจะเหลือเท่าไหร่ ถ้าสภาพมันยังดีอยู่ ก็ซื้อไป แล้วหยุดทันที! และเก็บเงินต่อ จนกระทั่ง

เงินเก็บของเราที่เหลือ = (เงินเก็บของเราที่เหลือ) + (มูลค่าสิ่งของที่เราซื้อไป x 2) และที่สำคัญ ห้ามซื้อผ่อนเด็ดขาด

ทำให้ยิ่งผมซื้อของแพง ผมก็ต้องเก็บนานขึ้น และผมเก็บผมไม่ได้เก็บให้ได้ปริมาณเท่าเดิม ผมต้องเก็บให้ได้มากกว่าเดิม ตามสูตรข้างต้น

ผมอยากให้ทุกคนเห็นถึงคุณค่าของเงินเก็บครับ และคอยคำนวณอยู่ตลอดว่าถ้าเราตกงาน เราจะอยู่ได้กี่เดือน ถ้าเราป่วย เราจะมีเงินไว้ใช้ตอนป่วยกี่เดือน ถ้าพ่อแม่เราป่วย เราจะมีเงินเหลือช่วยท่านได้นานแค่ไหน ฯลฯ สิ่งพวกนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดครับ เชื่อผมว่าทุกคนจะต้องเจอ ไม่ช้าก็เร็ว เพราะฉะนั้นสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินไว้แต่เนิ่นๆจะดีกว่าครับ

เงินผ่อนมันเหมือนสารเสพติด

เพราะอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นมันเป็นวิธีการของพวกพ่อค้าที่ต้องการหลอกลูกค้าให้ "ลด" มูลค่าของเงินลง และไม่ใช่แค่พ่อค้าคนเดียว แต่หลายคน หลายสินค้า เข้ามาหลอกคุณ จากผ่อนเดือนละ 2000 พอเจออย่างอื่น ก็เพิ่มเป็นเดือนละ 4000 จากเดือนละ 4000 ก็เพิมอีกเป็นเดือนละ 6000 โดยที่คุณชะล่าใจว่าคุณจ่ายเดือนละ 6000 เอง แต่แท้จริงแล้ว คุณจ่าย 60000 นะครับ

ในทางกลับกัน ถ้าคุณจ่ายเต็มไปเลย คุณจะเสียดายครับ มีสองกรณี อย่างแรกคุณจะไม่จ่าย เพราะสุดท้ายแล้วเสียดายเงิน นั่นแหล่ะกว่าจะเก็บมาได้ ที่เป็นอย่างงี้เพราะคุณเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน กับอีกอย่างหนึ่ง คุณจ่ายไป แต่คุณจะไม่กล้าใช้เงินก้อนอีกถ้าจนกว่าจะเก็บให้ครบเหมือนเดิมให้ได้ เหมือนที่ผมบอกข้างต้น

สำหรับผมแล้ว วินัยทางการเงิน ไม่ใช่ผ่อนตรงทุกงวดครับ แต่คุณเก็บออมได้มากแค่ไหนต่างหาก สม่ำเสมอแค่ไหนต่างหาก คือวินัยทางการเงินที่แท้จริง

ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น