แชร์วิธีการจัดสรรเงิน

แชร์วิธีการจัดสรรเงิน


จากคุณ : ดีใจมากกก


กระทู้นี้จุดประสงค์คือ แนะนำวิธีเก็บเงินให้เด็กจบใหม่นะคะ สำหรับคนที่ฐานะปานกลาง บ้านไม่ได้ร่ำรวยหรือมีฐานะอยู่แล้ว

อยากเล่าให้ฟังก่อนว่าเราอายุ22 เพิ่งจบเมื่อเดือนเมษายน
เริ่มทำงานเมื่อเดือนพฤษภาคม จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลา5เดือน เราเก็บเงินได้ครบ100,000บาทแล้วอาจจะน้อยสำหรับบางท่าน แต่เราอยากแชร์จริงๆ โดยเฉพาะเวลาเห็นเพื่อนจบใหม่แล้วเงินไม่พอใช้เพราะฟุ่มเฟือย อนาคตอาจจะลำบากได้

งานที่เราทำคือสอนพิเศษค่ะ เนื่องจากเราเรียนดี จบม.ปลายดังและมหาวิทยาลัยดัง ตอนสอบเข้ามหาลัยได้คะแนนสูงมากๆ จึงมีงานสอนเข้ามาเรื่อยๆและสอนที่สถาบันกวดวิชาด้วยเป็นงานpart-timeค่ะ
ยังไม่ทำงานประจำ เพราะจะเรียนต่อป.โทปีหน้าค่ะ

แต่รายได้สอนเราไม่แน่นอนนะ ได้ตั้งแต่เดือนละ18,000-30,000บาท ถ้าน้องไม่สบายหยุดเรียนหรือเราไม่สบายรายได้ก็จะขาดหรือที่สอนให้สถาบันก็แล้วแต่การจัดคอร์สของสถาบันด้วย
เราไม่ได้สอนทุกวันด้วย สอนแต่วัน จันทร์-พุธเสาร์ อาทิตย์ หยุด พฤ-ศุกร์ วันจันทร์-พุธเราสอนแค่วันละ2-3ชม. ส่วนเสาร์ อาทิตย์ สอนทั้งวันตั้งแต่10โมงถึงบ่าย4โมงเย็น


วิธีเก็บเงินของเรานะคะ เผื่อว่าเพื่อนๆที่จบใหม่หลายคนอยากนำไปใช้

หนึ่ง. เมื่อได้เงินมานำไปฝากที่ธนาคารก่อนเลยค่ะ และก็เจียดเงินจำนวนหนึ่งไม่เกิน30%มาพกใส่กระเป๋า เช่นได้เงินมา10,000ก็เอาไปฝากก่อนเลย7,000 แล้วเก็บใส่กระเป๋า3,000ค่ะ ตั้งปณิธานเลย จะไม่ถอนเงินที่ฝากไปแล้วเด็ดขาด ใช้แต่เงินในกระเป๋าตังค์เท่านั้น

สอง เงินที่ให้ที่บ้านก็แยกออกมาเลย เช่นได้เงินมา10,000 ต้องให้ที่บ้านเดือนละ1,000ก็รีบเอาให้ที่บ้านเลย(อย่างเราเองมีหน้าที่ช่วยคุณพ่อจ่ายค่าโทรศัพท์ที่บ้านเดือนละ1,000 พอได้เงินมาแต่ละเดือนก็เอาไปให้ท่านก่อนเลยก่อนจะใช้เกิน)


สาม ซื้อขนมมาฝากที่บ้่านทุกวันค่ะ เช่น อย่างเราชอบซื้อขนมอร่อยๆมาให้ที่บ้านทานกัน คือ มันจะเป็นการทำให้ตัวเองระหยัดด้วย นึกว่าเนี่ยพ่อแม่ทำงานเหนื่อย ส่งเสียเลี้ยงดูเรามา เราก็ต้องซื้อของให้ท่านบ้าง ไม่ใช่ช้ให้แต่ตัวเอง. มันเป็นการจำกัดตัวเองไม่ให้ซื้อของฟุ่มเฟือยด้วยค่ะ. ส่วนตัวเองให้รางวัลตัวเอง2เดือนครั้ง เช่น ซื้อของที่ชอบให้ตัวเอง. ปกติเราจะอดใจจนกว่าจะถึงเวลาเซลส์ค่ะ

สี่ ไม่ทานอาหารนอกบ้านบ่อย พวกkfc mkทาน1-2เดือนครั้ง

ห้า พยายามนึกถึงตอนมีอายุว่าตอนนี้เราไม่รู้จักเก็บเงิน เดี๋ยวในอนาคตพ่อแม่เราไม่สบายจะทำยังไง ใครรักษา. นึกถึงพอ่แม่ไว้มากๆด้วยค่ะ อย่างเราเองมีเป้าหมายพอเราอายุ25 สมติเราเก็บเงินได้ถึง500,000เมื่อไหร่เราจะพาพ่อกับแม่ไปเที่ยวตปท.ให้ได้ พ่อเราอยากไปญี่ปุ่นมากคือ เราต้องพาพ่อไปเที่ยวให้ได้ แล้วอนาคตตัวเองด้วยค่ะ เราคิดว่าต่อไปถ้าเรามีลูก เราอยากให้ลูกตั้งตัวได้ ไม่ใช่เป็นพ่อแม่ที่อยู่ไปวันๆไม่รู้จักเก็บเงิน พอตอนแก่ก็ต้องมาให้ลูกเลี้ยง ถ้าลูกต้องมาเลี้ยงพ่อแม่อีกเนี่ย ต่อไปกว่าลูกจะตั้งตัวได้คงลำบาก



ก็มีเท่านี้แหละ การเก็บเงินของเรา อาจจะน้อยสำหรับบางท่าน แต่สำหรับเราที่ครอบครัวฐานะปานกลาง เราดีใจมากที่เก็บเงินได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ก็ให้รางวัลตัวเองบ้างอย่าเคร่งเครียดมากเกินไป

อาจจะโชคดีด้วยที่คอรบครัวเราฐานะกลางๆ มีบ้าน มีรถแล้วคุณพ่อรับราชการ คุณแม่มีธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ เลยไม่ต้องมีภาระทางบ้าน แค่ช่วยที่ที่บ้านเดือนละ1,000บาท



ใครมีวิธีเก็บเงินแบบไหนมาแชร์กันดีกว่าค่ะ:)
ร่วมแชร์วิธีการจัดสรรเงิน กระทู้ที่น่าศึุกษาในแนวทางการเก็บออมและจัดสรรเงินของแต่ละท่าน


จากคุณ : น้ำผึ้งอาบยาพิษ


เรามีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง เก็บมา 10 ปีึ้ึค่ะ

ได้ไม่เยอะแต่ก็ 6หลัก แต่พอมาทำร้านกาแฟ บนตึกแถวที่ทางบ้านซื้อไว้

เลยพอมีเงินค่ะ ร้านเล็กๆ

ปล.เรากิเลสเยอะค่ะ ไม่เก่งเท่าคุณ ได้เงินมา จะแบ่ง 25 % ไปออม ออมในทุกแบบเลยนะคะ ไม่่ว่าจะฝากธนาคาร สลากออมสิน หุ้น

ที่เหลือก็ใช้่ค่ะ แหะๆ ใช้ไปกับอาหาร ขนม ไอศกรีมอร่อยๆ แหะๆ

คุณแม่บ่นประจำ บอกว่ามีอะไรดีั ทานแล้วก็ิอ้วน

รองลงมาก็พวกของแบบเสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋าน่ะค่ะ เพราะเก็บเงินซื้อพวกแบรนด์ บางทีที่บ้านซื้อให้ก็ประหยัดค่ะ

ปล.ที่บ้านเราก็รับราชการทั้งคู่ค่ะ ทั้งฝั่งคุณพ่อคุณแม่เรียกได้ว่ารับราชการกันเกือบหมดบ้านเลยทีเดียว และก็มีกิจการเสริมน่ะค่ะ มีปลูกสวนยาง สวนยูคา สวนกล้วยไม้ ไรงี้

ปล.มีแพลนว่าคุณแม่อยากทำโรงสีค่ะ เพราะคุณตาอยากให้มีไว้เป็นกิจการของที่บ้าน

ส่วนตัวเรา ก็อยากทำหอพักให้เช่า ถ้ามีเงินก็จะทำ service apartment ค่ะ

ปกติแล้ว ถ้าหาเงินได้ช่วงไหนรายได้ไม่เยอะ ก็ประหยัดค่ะ

แต่ถ้าหาได้มาก  ก็ใช้มากหน่อย แต่แบ่งเก็บไว้ทุกครั้งค่ะ

ส่วนของเรา ยังกำลังจะเรียนโท และไม่ได้ทำงานประจำ ที่บ้านเลยไม่เอาเงินเราค่ะ

ต่อให้เรามีงานประจำ ท่านก็คงไม่เอาเงินเราอยู่ดี พวกท่านน่ารักมากค่ะ

เราเลยใช้ เก็บ ในส่วนของเราเต็มที่ ช่วงนี้แถมไม่ขอที่บ้านแล้วค่ะ

แต่คุณพ่อยังมีแอบใส่กระเป๋าไว้ให้ กลัวเราใช้ไม่พอ


จากคุณ : ใบไม้ฤดูร้อน


ขอแชร์ด้วยคนนะครับ
ผมอายุ 22 ปี เหมือนกัน ทำงานมาตั้งแต่อยู่ปี 2 ทั้งสอนพิเศษหลังเลิกเรียนและเป็นนักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครวันเสาร์ อาทิตย์ และรับทำงานวิจัยชุมชนให้มหาวิทยาลัย รวมถึงทำชีทติวขาย  จนจบเมื่อเดือนตุลาคมได้ทำงานเป็นนักสังคมสงเคราะห์กับมูลนิธิเอกชนแห่งหนึ่ง
ผมจะได้แบ่งรายได้เป็นสัดส่วน
รายได้ประจำหรือเงินเดือนเฉลี่ย  15000-18000   ให้พ่อแม่ 4,000 บาท
                                                                 ค่ารถ   3,500 บาท (บ้านไกลมาก)
                                                                ใช้ 6,000 บาท
                                                                เก็บ 1,000 บาท
ส่วนโบนัส เก็บ50% ให้พ่อแม่ 20% อีก 30%ให้รางวัลตัวเอง
รายได้เสริมทั้งสอนพิเศษ ขายหนังสือ เก้บเข้าบัญชี เต็มจำนวน ประมาณ 4000-5000 บาท เมื่อได้จำนวนมากๆ บัยชีหนึ่งจะนำไปลงทืนในตั๋วแลกเงินหรือกองทุนรวม ส่วนอีกบัญชีฝากไว้TMB NOFIX

ตอนนี้เก็บเงินได้ประมาณ 90,000 บาท กับรถอีกคันนึง ที่ต้องซื้อเพราะพ่อติดงานต่างจังหวัดบ่อยไม่ค่อยอยู่บ้าน และแม่ก็ไม่สบายบ่อยจึงจำเป็นต้องซื้อ

ผมไม่แต่งตัว ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ค่อยมีค่าใช้จ่าย เลยพอเก็บเงินได้ครับ :)


จากคุณ : มนูษย์เมืองหลวง


เข้ามาชมเจ้งของกระทู้ว่า เก่ง ค่ะ

แต่ เราออกมาบอกตามตรงอย่าง ไม่อาย ว่าเราทำไม่ได้ค่ะ

ถ้าเดาไม่ผิด เราว่่าเจ้าของกระทู้น่าจะอาศัยอยู่กับครอบครัว (ถ้าไม่ใช่ก็ขอโทษด้วย เดาผิด)

ถ้าเจ้าของกระทู้อยู่กับครอบครัว คุณสามารถมีเงินเก็บได้ ไม่ต่ำกว่า 4 พันบามต่อเดือนแน่นอน เพราะ ค่าเช่าหอ รวมทั้งค่าเน็ต ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้างของเครื่องใช้ คุณไม่ต้องจ่าย

เจ้าของให้ที่บ้านเดือนละ 1 บาท เราชื่นชมมากๆ ค่ะ น่ารักมากเลย

ค่าเช่า 6 พัน
ค่ารถ 1 หมื่น
ค่าน้ำมัน + ก๊าซ 4 พัน
ไฟ น้ำ โทรศัพท์ 2 พัน
รวม 22000 บาท

นี่ยังไม่ได้กินอะไรเลยนะคะ และยังไม่รวมเครื่องประโคมความสวยอีก

ไม่มีอะไรค่ะ มาให้กำลังใจสำหรับคนที่ยังไม่มีเงินเก็บ

ค่าครองชีพ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
สำหรับเจ้าของกระทู้ยังไงก็ชื่นชมนะคะ


จากคุณ : David_kop


ขอแนะนำว่าให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำแบบบังคับฝากเท่าๆกันทุกเดือนครับ
ซึ่งแบบนี้จะได้ดอกเบี้ยแบบโบนัสมากกว่าฝากประจำแบบธรรมดาครับ
แต่ต้องฝากทุกเดือนห้ามขาดส่งครับ ไม่งั้นดอกเบี้ยจะเหลือแค่ฝากออมทรัพย์ทันที

อีกวิธีก็คือการซื้อประกันชีวิตแบบออมเงิน แต่เลือกสัญญาระยะสั้น 5-15 ปีครับ
ข้อดีคือเอาไปลดหย่อนภาษีได้ และให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากธนาคาร
และก็มีโอกาสได้รับปันผลจากผลการดำเนินธุรกิจของบริษัทด้วย

สำหรับคนที่มีฐานเงินเดือนเยอะหน่อย แนะนำให้ซื้อ LTF ครับ
แต่ต้องมีเงินเย็นนิดนึงครับ และก็ยอมรับความเสี่ยงเนื่องจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้
ข้อดีของ LTF คือ สามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้
และก็มีโอกาสทำกำไรจากราคาหุ้น รวมถึงเงินปันผลด้วย

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน รายได้ไม่มากนัก เน้นแบบแรกกับแบบที่สองไปก่อน
พอเริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น รายได้ต่อปีมากขึ้น
ลองแบบที่สาม ลงทุนแบบ LTF ครับ ได้ลดหย่อนภาษีประหยัดไปแล้วแน่ๆ
แต่ที่สำคัญสุดๆก็คือวินัยทางการเงินครับ อย่าสร้างหนี้ หลีกหนีจากการพนันให้ไกลๆ ครับ


จากคุณ : Seasons of LovE


ตอนเราจบใหม่ๆเมื่อ 3-4 ปีก่อน เงินเดือน 18,000 เราก็เก็บได้ 100,000 ตอนทำงานมา 8 เดือนค่ะ
ไม่มีอะไรมาก แค่ไม่ค่อยใช้อะไร นอกจากกินข้าวและใช้จ่ายตามสมควร ไม่ถอนเงินออกมาเยอะๆ
เราขับรถก็เสียค่าน้ำมันอีก แต่ว่าเราอยู่บ้านกับพ่อแม่ ก็ไม่ได้เสียพวกค่าหออะไรแบบนี้ค่ะ
ให้พ่อแม่เดือนละ 5,000 แต่พ่อแม่ไปเปิดอีกบัญชีเป็นชื่อเราแล้วเอาไปใส่
กำหนดไว้เลยว่าอาทิตย์นึงใช้ไม่เกินกี่บาท จดทุกวันว่าใช้ค่าอะไรบ้าง จะได้รู้ว่าเราใช้เงินเกินตัวหรือป่าว
พวกของจุกจิก เสื้อผ้า เครื่องสำอาง แบบนี้ก็พยายามไม่ซื้อบ่อย เอาเท่าที่จำเป็นก็พอ แค่นี้ก็ประหยัดได้มากแล้วค่ะ


จากคุณ : on my mobile (น้ำเปล่าติดฟัน)


เราว่าแต่ละคนใช้สูตรเก็บเงินเดียวกันไม่ได้หรอกค่ะ รายรับ รายจ่ายแตกต่างกัน แต่สุดท้ายที่เราต้องเชื่อก็คือ เราต้องมีเงินเก็บ และมีเงินที่จะทำเป้าหมายในชีวิตให้เป็นจริงให้ได้ค่ะ
สิ่งแรกที่ทุกคนต้องทำเหมือนกันก็คือการกำหนดเป้าหมายค่ะ อยากน้อยๆ สามข้อ เช่นของเราคือ
-เราอยากเก็บเงินทำเลสิค
-ปีหน้าเราจองทริปไปเที่ยวทะเลไว้ เราอยากมีงบสำหรับเที่ยว
-เราแยกส่งเงินให้พ่อแม่ได้เดือนละ 10000 บาท

สิ่งที่เริ่มทำคือเราแบ่งเงินเดือนเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมเช่น เราเอาเงินเดือน ลบค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ที่เหลือเป็นเงินเก็บ เพราะถ้าเราเก็บมากเกินไป เราก็จะไม่มีใช้จ่ายเลย จะพาลเครียดได้
=เงินเดือน 22000
- ค่าหอ 4800
- ค่าโทรศัพท์ 900
- ให้พ่อแม่ 2000
- ค่าใช้จ่ายจำเป็น 1000 จำพวก แชมพู สบู่
เครื่องสำอางต่างๆ
- ค่าเดินทาง 1300
- ค่ากินอยู่ 150x30 ตรงนี้กะพอดีๆไม่มากไม่น้อยคะ
- ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน 1000 เผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึง
- ซื้อประกันชีวิต 1500

=คงเหลือ 5000
- เก็บ 2500 เงินเก็บส่วนนี้เก็บไว้เพื่อให้เงินทำงานให้เราในอนาคต เราเก็บ 50% ของเงินคงเหลือ
- งบเที่ยวทะเล 1250 ,25%ของเงินคงเหลือ
- งบทำเลสิค 1250

สุดท้ายคือเราต้องเชื่อคะว่าเราจะทำได้ และเริ่มต้นลงมือทำ ไม่มีคำว่า "ลอง" ทำคะ มีแต่ "ทำ" กับ "ไม่ทำ"
ทีละเล็กน้อย ดีกว่าไม่เริ่มเลย


จากคุณ : ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน


ชื่นชมในความเก่ง รู้คิด รู้ทำของน้องนะคะ เก่งมากจริงๆ

ตัวพี่อายุ 31 ทำงานมา 10 ปี บอกอย่างไม่อายเลยค่ะว่าไร้เงินเก็บ

แชร์ตัวอย่างที่ไม่น่าเอาอย่างบ้างนะคะ ^__________^

เงินขาเข้า :
ทำงานเป็นนักวิชาการต๊อกต๋อย ไม่มีอาชีพเสริม ไม่เล่นหวย ไม่เล่นหุ้น (เพราะไม่มีเงินก้อน)
รายได้ประจำถือว่าน้อยมากหากเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน+ประสบการณ์ทำงาน แต่เลือกสายนี้แล้วค่ะ รักไม่มีเปลี่ยนแปลงงงงงงงงงงงง

เงินขาออก :
อยู่บ้านกับพ่อแม่ ผ่อนรถคันนึง 9008 น้ำมัน 3000 พาคุณพ่อคุณแม่ ไปทานข้าวเป็นประจำ ซื้อของใช้ส่วนกลางเข้าบ้าน เดือนละประมาณ 2-3 พันบาท (ยังไม่รวมของตัวเอง)
เวลาท่านจะไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ให้pocket money ไป shop นิดๆหน่อยๆ หรือถ้าอยากซ่อมแซมบ้าน ให้เงินสมทบทุน แต่ไม่มากนะคะ ซื้อเครื่องใช้ในบ้านที่ท่านอยากได้

สำหรับค่าใช้จ่ายตัวเอง
- พวกสารเคมีประทินผิวลบล้างกลบเกลื่อนรอยฝูงกา
ไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งไม่ค่อยถึงเท่าไหร่ นอกจากเป็นเดือนเกิดซึ่งจะได้ส่วนลดพิเศษมากมาย พี่จะซื้อตุนๆๆๆๆๆๆ
- งบสนองกิเลส เสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้า ตั้งไว้ไม่เกินเดือนละ 1000 บาท
- ค่ากินทั้งเดือนอยู่ที่ 3000-4000 บาท

ตั้งแต่เป็นสาวเต็มกายจนถึงช่วงนึงที่เรียนโทเก็บเงินส่งตัวเอง ลาออกจากงานประจำ ก็เลยเหมือนว่าทำงานไปใช้ไปน่ะค่ะ ไม่เคยมีจุดที่ได้เป็นก้อนใหญ่ๆให้ภูมิใจ
ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นภาระของคุณพ่อคุณแม่อีกเลย  ^^

ช่องทางเงินไหลอีกช่องคือ
ชอบไปเที่ยวตจว.ค่ะ ชอบมากกกกกกกกกกก ยิ่งช่วงเป็นสาวสะพรั่งแรงยังดี ออกทริปเยอะมาก ขึ้นเขาลงห้วยลุยทะเลล่องแม่น้ำ แบกเป้ถ่ายรูปตะลุยสารพัดที่ค่ะ
ไอ้ความชอบแบบนี้นี่ล่ะ  ทำลายเงินในกระเป๋าดีนัก 55555555
และชอบไปหาคอร์สเรียนโน้นนี่ตามกิเลสความอยากรู้ไปซะหมด
ด้วยเหตุปัจจัย(หรือข้ออ้าง)ข้างต้น พี่เลยไม่มีเงินเก็บเป็นก้อนค่ะ

ซึ่งต่อไปคงทำแบบนี้ไม่ได้แล้วค่ะ เริ่มชรา.......งดเปรี้ยวซ่า


จากคุณ : ปลาทองแก้มยุ้ย


เก่งมากๆๆเลยค่ะ แต่ต้องยอมรับว่า น้องไม่มีรายจ่ายมากเท่าคนอื่น ก็เลยมีเงินเก็บมาก
ตอนเราเรียนป.โท มีงานพิเศษทำ
เงินที่ได้จากงานพิเศษไม่เคยใช้เลยค่ะ จิ๊บๆจ๊อยๆ ปีนึงมีเงินเก็บครึ่งแสน ... ใช้หมด กร๊ากกก

เราทำงานมาตั้งนานแล้ว แทบไม่มีเงินเก็บเลย
เพราะพอได้มา ก็ใช้ไป ตัดกิเลศไม่ขาด ฮ่าๆ
รู้ว่าเก็บเงินไม่เก่ง วิธีเราคือ ตัดออกไปตั้งแต่ต้น
ฝากประจำ คนบอกว่า ไม่คุ้ม แต่สำหรับเรา มันช่วยเรื่องวินัยในการเก็บเงินจริงๆค่ะ
เงินมาปุ๊บ ก็หักออกเข้าบัญชีไปเลย ทุกเดือนๆ
ซื้อหุ้นของสหกรณ์ อันนี้ก็หักอีกทุกเดือนๆ
คือตอนนี้ รวมๆแล้ว เราเก็บเงินเกินครึ่งของเงินเดือน ยังไม่รวมที่เสียภาษีอีก
แต่ดอกผลของเงินก้อนนี้ กว่าจะเห็นก็ นู่นนนน สองปีต่อมา หรือไม่ก็ตอนเกษียณเลย

ใช้หนี้หมดเมื่อไร ก็คงจะรวยสักที ฮิฮิ


จากคุณ : augusten


อ่านแล้วรู้สึกดีจังค่ะ อาจจะได้เงินเดือนไม่มากเท่าหลายๆคน แต่เราก็พยายามเก็บและแบ่งเป็นสัดส่วนให้ได้ดีที่สุด เพราะว่าอยากมีเงินเก็บเยอะๆจะได้เอาไว้ให้คุณแม่ และครอบครัวเผื่อฉุกเฉิน และก็ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ในอนาคตค่ะ (เราอยากมีมูลนิธิช่วยเหลือคนยากไร้แบบจริงๆจังๆ ไม่ใช่ให้แค่เงิน แต่ให้โอกาสเค้าด้วย :)


เราอายุ 22 จบป.ตรีปุ๊บก็เริ่มทำงานเดือนพ.ค. เหมือน จขกท.เลย ได้เงินเดือน 12,000 บาทค่ะ (คิดว่ามันน้อย ก็จะน้อย คิดว่ามันเยอะ ก็จะเยอะ) ก่อนหน้านี้เราไม่ได้ขอเงินที่บ้านใช้มา 2-3 ปีแล้วค่ะ ทำงานทุกอย่างที่่สามารถ มีเท่าไหนเท่านั้น เดือดร้อนยังไงก็ไม่ขอ ใช้วิธีหางานทำเอาค่ะ ทางบ้านเราก็กลางๆ เรียกได้ว่าไม่ได้เดือดร้อนอะไร คุณแม่ไม่ได้ทำงานตั้งแต่คุณพ่อป่วยจนท่านเสีย จนตอนนี้ก็ทำนู่นนี่นิดหน่อย อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เป็นภาระให้ท่าน

การแบ่งส่วนของเราก็จะประมาณนี้
1. 4500  >> ส่วนนี้เราเริ่มเก็บตั้งแต่เริ่มทำงานเพื่อจะให้คุณแม่ไปอินเดีย เดือนธ.ค.นี้ค่ะ คุณแม่มาบอกตอนต้นปีว่าอยากไป ท่านชอบไปวัด ปฏิบัติธรรมค่ะ เราก็เลยจัดให้
2. 1500 >> สำหรับเป็นค่าน้ำ และค่าไฟในบ้าน พอเริ่มทำงานประจำก็อยากจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านเองแล้ว
3. 3000 >> ส่วนนี้ให้คุณแม่ค่ะเป็นรายเดือน คุณแม่ไม่ได้ทำงานมา 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเราตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นปีและว่าไม่ว่าจะทำงานอะไรได้เท่าไหร่ จะแบ่งให้แม่ 30% + - ได้นิดหน่อย
4. 500 >> แบ่งให้คุณยาย รายเดือน เพราะคุณยายท่านมีร้านกาแฟ ไม่ได้เดือดร้อนอะไรแต่เราคิดว่าควรจะให้ ได้ตอบแทนทีละนิดละหน่อยก็ยังดี
5. 1000 >> สำหรับค่าอาหารรายเดือน ก็วันละประมาณ 30 บาท ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน ก็อยู่ได้ค่ะ เราใช้วิธีหารกับพี่ที่ทำงานอีกคน คนละสามสิบบาท โดยซื้อกับข้าวสองอย่าง ข้าวสิบบาท กินสามมื้อ อิ่มค่ะ (ทำแบบนี้แล้วรู้เลยว่าที่ผ่านมา เรากินเกินพอดีจริงๆ)

รวมแล้วค่าใช้จ่ายหลักๆก็ ประมาณ 10,500 บาท ยังไม่รวมที่ยิบย่อยอีก เหลือใช้เดือนละ 1,500 บาท ก็ประหยัดกันไป แต่มีความสุขดีนะคะ ดีกว่าตอนใช้เงินฟุ่มเฟือยตั้งเยอะ ไม่รู้ทำไม หานู่นนี่ทำ ให้ได้เงินเสริมอีกนิดหน่อย สำหรับเงินเก็บตอนนี้ยังมีแค่ 2-3,000 เองค่ะ แต่คิดว่าหลังจากหมดปีนี้ เก็บเงินให้แม่ไปอินเดียได้ครบแล้ว เราก็จะเก็บเงินได้จริงจังมากขึ้นกว่านี้

ขอบคุณไอเดียการเก็บเงินดีๆของอีกหลายๆคห.ด้วยค่ะ :))


จากคุณ : ด้วยความเคารพ (TonLheew09)


ผมว่า จขกท. ตั้งชื่อกระทู้ผิดพลาดไปนิดนึงนะครับ
ผมว่าควรจะตั้งว่า "แชร์วิธีการจัดสรรเงิน และการเก็บเงินมากกว่า"

การตั้งชื่อกระทู้แบบนี้ ผมว่ามันขายฝันเด็กจบใหม่กว่า 80% ของประเทศไทยมากกว่าครับ

จขกท. จบใหม่ แต่ทำงานได้เงินมากกว่าเด็กจบใหม่ปกติ 2-3 เท่า ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเก็บเงินได้ 100,000 บาท ภายใน 5 เดือน ผมว่ามันไม่แปลกหรอกครับ
แต่ในขณะเดียวกัน เด็กจบใหม่ในสมัยนี้ เงินเดือนจะอยู่เฉลี่ยที่ 10,000 บาท +- 1000 บาท เท่านั้น การเก็บเงินอย่าง จขกท. แบบเก็บเอาเป็นเอาตาย อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆ 2 ปี หรืออาจจะมากกว่านี้ก็ได้ มันไม่สามารถอิงกันได้เลยสักนิด
เพราะฉะนั้นประเด็น 100,000 บาท ที่เป็น Hightlight ผมว่ามันไม่เมคเซนท์เลยสักนิด

แต่ขอชื่นชมวิธีคิด การจัดสรรเงินของ จขกท. นะครับ ที่ทำได้ดีมากๆ
แต่มันไม่สามารถใช้ได้ทุกคนหรอกครับ


จากคุณ : แม่น้องอัณณา


เห็นต่างกับบางความเห็น

บัตรเครดิต ควรทำค่ะ เลือกบัตรที่ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ฟรีตลอดชีพไม่มีเงื่อนไข มีแล้วแค่อย่าพฤติกรรมการใช้เงินค่ะ บัตรเครดิตมีส่วนลดให้หลายๆ อย่าง (ลดค่าน้ำมัน 3% เครดิตเงินคืน 1% บลาๆๆ) สะดวก ไม่ต้องกดเงินสดติดตัวเยอะๆ แค่อย่าลืมจ่ายให้ครบเต็มจำนวนตรงเวลาทุกเดือนเท่านั้นเอง (เลือกตัดผ่านบัญชีก็ได้ค่ะ)

การเก็บออมแบบสุดโต่ง จะทำได้ไม่นานค่ะ เพราะมันไม่สนุก มันทรมาณ ถ้าต้องการเก็บให้ได้ระยะยาว ต้องกันเงินก้อนนึงออกมาทุกเดือน เรียกมันว่า play account เอาไว้ตามใจ ให้รางวัลตัวเอง ถ้าไม่กันออกมา มีแนวโน้มที่เราจะตบะแตกและหมดเยอะค่ะ (แต่ก่อนเราไม่กัน เครียดเมื่อไหร่ หมดทีเป็นหมื่น)

เห็นด้วยว่าต้นทุนชีวิตแต่ล่ะคนไม่เท่ากัน เราเองเริ่มต้นชีวิตจากหนี้ที่พ่อสร้างไว้นับสิบล้าน ชีวิตเราลำบากกว่าเพื่อนที่เริ่มต้นชีวิตแบบพ่อแม่ส่งจนจบปริญญาเอก มีบ้านมีรถให้ แต่งงานก็มีเงินขวัญถุงให้ แต่ถ้าเรามัวแต่โทษโชคชะตา ชีวิตเราจะไม่ดีขึ้น สิ่งที่เราทำวันนี้ จะเปลี่ยนชีวิตเราในอนาคต เราทำมาได้เกือบห้าปีแล้ว ตอนนี้เราขยับฐานะ จากคนจนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง มาเป็นชนชั้นกลางที่มีบ้านมีรถมีเงินออมแล้วค่ะ

สู้ๆ ค่ะ ^^


จากคุณ : คุณรู้จักฉันน้อยไป


เก่งมากๆเลย ชื่นชมมากๆค่ะ

ตอนนี้เราอายุ 20 เราค้าขายเล็กๆ มาตั้งแต่อายุ 17 สินค้าก็ไม่ต้องลงทุนเลย ของที่บ้านทั้งนั้น
เราได้เงินจากการขายสินค้าครั้งละ 1500-10000 รายได้ไม่แน่นอนค่ะ บางเดือนได้ 7-8000 บางเดือนเยอะหน่อยก็ 10000++ บางเดือนได้น้อยหน่อย เดือนละ 3000 ก็มี อย่างน้อยก็เหมือนได้เงินมาใช้ฟรีๆ ทางบ้านร๋้ว่าเรามีรายได้ตรงนี้ ก็ไม่ได้ให้เงินเราใช้เยอะ น้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ (อาทิตย์ละ1000) สำหรับชีวิตเด็กมหาลัยเอกชน ค่ากิน ค่าอยู่แพงไปหมด ใช้ไม่พอหรอกค่ะ แต่ก็ได้รายได้เสริมมาช่วยบ้าง เราไม่มีรถ มีภาระเพียงน้องหมา 1 ตัว ค่าอาหารเดือนละ 1500 แต่นอกจากนั้นเงินที่ได้มาก็หมดไปกับการกินดีๆหรูๆแพงๆ หมดไปกับเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยค่ะ ว่าทำไมต้องใช้เงินกับการกินเยอะขนาดนั้นก็แค่กิน ทำไมต้องซื้อของแพงๆเพราะวันนึงมันก็ต้องหมด ต้องเสื่อมไป

เมื่อไม่กี่วันก่อน เอาสมุดบัญชีมาเปิดดู รู้สึกแย่มากเลย ตกใจตัวเอง ทำไมใช้เงินเยอะแยะขนาดนี้ เราได้เงินจากการขายของเป็นเลข 6 หลัก ในระยะเวลา 1 ปี (ไม่รวมรายรับจากพ่่อแม่นะคะ) แต่เราไม่มีเงินเก็บเลยค่ะ ไม่มีเลยแม้แต่บาทเดียว ได้มาเท่าไหร่ใช้หมด ทั้งๆที่เวลาเราขายของ ลูกค้าจะต้องโอนเข้าบัญชี แทนที่เราจะเก็บเงินไว้ เผื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น เรากลับกดเงินออกมาใช้หมดเลย บางวันใช้น้อยก็กดวันละ 200 บางวันใช้เยอะก็กดวันละ 500,1000 บางวันซื้อของก็หมดหลายพัน แต่ต้องกดเกิบจะทุกวัน ใช้ชีวิตแบบมีเท่าไหร่ก็กดใช้หมด บางทีขายของได้ก็โอนให้พ่อ ให้แม่บ้าง แต่ก็ไม่เยอะค่ะ เราใช้เองยังเยอะกว่าอีก เวลามีปัญหาต้องใช้เงิน ก็ไม่รู้จะทำยังไงค่ะ รู้สึกแย่มาก พยายามเริ่มต้นใหม่อยู่ค่ะ แต่ก็ทำไม่ได่ซักที เงินที่หมดไปก็ไม่ได้ของเป็นชิ้นเป็นอัน อาทิตย์ที่ผ่านมาขายของได้เงิน 7000 กว่าบาท ค่าอาทิตย์อีก 1000 ตอนนี้เงินหมดเกลี้ยง ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปไหนเลย แค่เดินสายกินตามร้านอาหารใกล้ๆคอนโด เราฟุ่มเฟือยมากๆ แย่มากๆ อายจังเลยค่ะ เรารู้ดีว่าถ้าเรายังเป็นแบบนี้อยู่ อนาคตลำบากแน่ๆ ต่อให้มีเงินเดือน เดือนละแสน ก็คงต้องหมดแสน ขอบคุณจขกท.มากๆนะคะ เราอ่านแล้วมีแรงบันดาลใจ อยากเก็บเงินได้บ้าง ต่อจากนี้คงต้องปรับเปลี่ยนการใช้เงินของตัวเองใหม่แล้วค่ะ


จากคุณ : นู๋น้ำค้าง


ต้องอยู่ที่ฐานะทางบ้าน และอื่นๆ ด้วยค่ะ
ขอชื่นชมน้องเรื่องความตั้งใจเรียนทำให้จบจากสถานศึกษาดีๆ
ความตั้งใจในการเก็บเงินด้วยนะคะ แต่พื้นฐานครอบครัวแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อย่างพี่พอเรียนจบก็ต้องพึ่งตนเอง พ่อแม่ไม่มีบ้านให้พี่อยู่ ต้องไปหาที่อยู่เอง
ส่วนพ่ออาศัยบ้านญาติอยู่ ค่าใช้จ่ายทุกอย่างออกเองหมด


อย่างของพี่ทำงานมาจะ 10 ปี เงินเก็บยังไม่ถึงหมื่นเลยค่ะ
อันด้วยเงินเดือนแค่หมื่นกว่า (ทำงานมาจะ 10 ปี)
อันดับแรกเลยโทษตัวเองก่อนที่ยังอยากได้โน่นได้นี่บ้าง
แต่รายจ่ายอื่นๆ ก็มี เช่น ค่าห้อง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ (หมดไปแล้วครึ่งนึง)
ไหนจะค่ากินวันละ 3 มื้อ ค่ารถไปทำงาน ค่ายา ซื้อของใช้เข้าบ้าน
อย่าว่าแต่ส่งให้พ่อแม่เลย แค่ตัวเองก็จะไม่รอดแล้วจ้า

เป็นกำลังใจให้คนที่ยังไม่มีเงินเก็บนะคะ สู้ๆ


จากคุณ : ดาวแต้มดิน


ขอแชร์ด้วยคนนะคะ เราทำงานมาหกเดือนตั้งแต่เดือนเมษา จนถึงตอนนี้มีเงินเก็บที่อยู่กับตัว100000และมีเงินที่รัฐบาลยังไม่ได้จ่ายให้อีกสี่หมื่นบาท เราอาจจะโชคดีนะคะที่จบมาได้เงินเดือนค่อนข้างสูง

เราเห็นด้วยกับบางความคิดเห็นนะคะ ว่าหาวิธีหาเงินสนุกกว่าเยอะ  เราได้เงินเดือนจริงๆคือ 16000กว่าบาทบวกกับเงินพิเศษอื่นๆและโอที รายได้รวมต่อเดือนที่รัฐจ่ายให้ประมาณสามหมื่นกว่าบาท เราไม่ได้ประหยัดอะไรเลยนะคะ ดีที่ว่าจังหวัดที่เราอยู่ไม่มีร้านอาหารดังๆ แต่เราก็ไปกินเอ็มเคกะพ่อแม่ทุกอาทิตย์

รายจ่ายของเราคร่าวๆนะคะ

หักเข้าบัญชีเงินฝากประจำ เดือนละ3000 บาท

ให่คุรพ่อกะคุณแม่ 6000 บาท

ค่าไฟ 1500-2000 บาท

ค่าโทรศัพท์ 700 บาท

จ่ายค่าอาหารและน้ำเข้าบ้านอาทิตย์ละประมาณ 2000 เดือนนึงตก 8000 บาท สำหรับสามคน

ค่าน้ำมันรถ 4000 บาทต่อเดือน

รวมๆแล้วเดือนนึงเราจ่ายไปประมาณ 24000 บาท ที่เหลือเราจะถอนมาสามพันใช้จ่ายส่วนตัวนอกนั้นคือเก็บและห้ามถอน โชคดีว่ารัฐจ่ายให้เราไม่ครบสามสี่เดือนเราก็จะได้เงินเป็นก้อนทีนึง บวกกับทำงานพิเศษข้างนอกเสาร์อาทิตย์



สำหรับบัตรเครดิตเราว่ามันอยู่กับคนมากกว่านะคะ สำหรับเราบัตรเครดิตมีไว้เติมน้ำมันรถ เลือกเอาใบเดียวที่ไม่ต้องเสียค่ารายปีค่ะ แต่สำหรับคนที่ห้ามใจตัวเองบังคับตัวเองไม่ได้ ไม่แนะนำให้ทำนะคะ เพราะคุณจะเป็นหนี้โดยไม่รู้ตัว


จากคุณ : Depth In The Ocean


แนะนำนะครับน้อง เงินที่เอาไปฝากแบงค์มันแพ้อัตราเงินเฟ้อครับ
ทำนอกจากไม่งอกเงยแล้วยังติดลบด้วยทางเศรฐศาสตร์

เนื่องจากน้องอายุยังน้อย ยังรับความเสี่ยงได้ข่อนข้างสูง คือยังมีแรงทำงานอยู่เยอะว่างั้นเหอะ
แนะนำให้ลองมองหากองทุนรวมที่มีผลประกอบการดีๆ ห้องสินธรมีพี่ๆใจดีแนะนำอยู่ได้หลายคนครับ พี่ไม่ได้แนะนำให้ไปเล่นหุ้นนะ แต่อยากให้มองหาโอกาสการลงทุนบ้าง

ในท้ายสุดแล้ว การสร้างรายได้จากสินทรัพย์เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดครับ
คือให้เงินทำงานแทนเรา แรกๆอาจจะยังน้อยอยู่แต่มันจะเป็นอัตราทวีคูณ

น้องโชคดีและเก่งมากที่มีความคิดอดออมประหยัดในอายุยังน้อยๆ เริ่มต้นดีตอนนี้อนาคตพี่ว่ารุ่งเลยครับ

และขอชมเชยจากใจจริงที่ซื้อของเข้าบ้านให้ครอบครัวทุกเดือน คนกตัญญูไม่อับจนหรอกครับ

ปล. เคยอ่านหนังสือซีรีย์ Rich Dad, Poor Dad โดนอยู่กับหลักการอันนึงที่ฟังดูแปลกๆคือ ต้องออมเงินให้ได้ก่อนตามจำนวนที่ตั้งใจไว้ให้ได้ ถึงแม้จะต้องเป็นหนี้

สรุปคือ เมื่อได้เงินมาก้อนหนึ่งให้ออมทันทีตามจำนวนที่ตั้งใจไว้ ส่วนเงินที่เหลือหลังจากการออมค่อยเอาไปใช้หนี้ (โดยยอมเสียดอกเบี้ย หรือต้องกู้หนี้มากขึ้น) จากนั้นที่เหลือของ2อย่าง จึงนำมาใช้จ่าย

ฟังดูแปลกๆ แต่ใช้ได้จริงครับ ผมใช้มาสักพักแล้ว แล้วในที่สุดเราจะ control ระดับหนี้เราจนอยู่ในระดับ 0 ได้ และยังมีเงินเก็บได้ด้วย ที่ปรับคือความเป็นอยู่การใช้จ่ายเราเองอัตโนมัติ


จากคุณ : aba_dabee_abo_dabe


ขออนุญาตแชร์วิธีเก็บเงินของผมครับ

วิธีเก็บเงินของผม เนื่องจากมีภาระและบุคคลที่ต้องรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ไม่สามารถเก็บเงินทีเดียวเป็นก้อนใหญ่ๆได้ ผมจึงใช้หลักการหักภาษี 10 % และหลักการกระจายความเสี่ยงครับ (อาจจะดูยุมยิบไปหน่อย)

1. ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 2 บัญชีหลักๆ คือ
      1.บัญชีใช้จ่ายประจำวัน
      2.บัญชีเงินออม มี 3 กลุ่ม
           2.1 ES - Emergency Saving - บัญชีใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ฉุกเฉิน คือ เจ็บป่วย อุบัติเหตุ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแบบไม่ได้คาดคิด แต่จำเป็นต้องจ่ายจริงๆ
                อยากได้ไอโฟน 5 ที่เพิ่งออกใหม่ ไม่ใช่ฉุกเฉิน, ไนกี้ออกคอลเลกชั่นใหม่ ไม่ใช่ฉุกเฉิน, เจอกระเป๋าหนังถูกใจ ทั้งๆที่ตัวเองก็มีอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่ฉุกเฉิน........

           2.2 RS - Retirement Saving - บัญชีเงินใช้จ่ายหลังจากที่เราเกษียณอายุงานไปแล้ว

           2.3 IS - Investment Saving - บัญชีเงินออมเพื่อการลงทุน



เมื่อเงินเดือนออก

1. ผมจะหักเงินออก 10 % ก่อนทุกครั้ง ผมเรียกมันว่าหักภาษีตัวเอง 10 % เก็บใส่ "บัญชีเกษียณ 1"  หรือ  " RS 1"


2. หักภาษีอีก 10 % ใส่ "บัญชีฉุกเฉิน 1"  หรือ " ES 1"
   บัญชีฉุกเฉิน เท่าที่เคยได้ยินผู้รู้เขาแนะนำมา ให้เก็บเงินให้ได้ 3 เท่าของเงินเดือน หรือ 3 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เผื่อกรณีว่างงานอย่างไม่ทันตั้งตัว จะได้มีเงินใช้ระหว่างหางานใหม่ ซึ่งผมต้องเก็บให้ได้ประมาณ 50,000 บาทเลยครับ

   แต่เนื่องจากไม่สามารถเก็บทีเดียวให้ได้ 50,000 ได้ ผมเลยใช้วิธีหักจ่ายภาษีตัวเอง 10 % ทุกเดือนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบครับ


3. หลังจากนั้นค่อยมาดูว่า แต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายอะไรบ้าง จึงเริ่มมาจัดสรรเงินจำนวนที่เหลือ

บางท่านอาจบอกว่า ทำตามลำดับ 1, 2, 3 ข้างบนไม่ได้ เพราะปกติรายได้ก็แทบไม่พอค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่ผมคิดเอาเองว่า แต่ถ้าเราไม่เก็บเงินเลย มันก็เป็นเรื่องที่เสียงมากเช่นกันนะครับ คุณควรจะออม แต่อาจจะ 3% , 5% , 7% หรือ 10% ก็แล้วแต่ความสะดวก อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ออมเลยครับ


เดี๋ยวไว้คราวหน้าผมมาเล่าต่อนะครับ
ขอบคุณเจ้าของกระทู้ และหลายๆความเห็นมากเลยครับ ที่มาช่วยกันแชร์ประสบการณ์
ผมได้ข้อคิดการออมเพิ่มอีกแล้ว  ฮ่าๆๆๆๆ


จากคุณ : น้ำจิ้มลูกชิ้น


จขกท.เก่งมากเลยค่ะ ส่วนเราตอนนี้อายุ 31 เงินเดือน 15,300 มีเงินเก็บ ไม่ถึง 5,000 ในบัญชี แต่มีสลากออมสิน 17,000 มีทองหนึ่งบาท 2 เส้นกับสองสลึง 1 เส้น (ไม่เน้นเก็บเป็นเงินเพราะไม่ไว้ใจตัวเอง)สมัครกองทุน 2 กองทุนของที่ทำงานเก็บสะสมไปเรื่อยๆ แต่มีหนี้ชพค.กับหนี้กู้ยืมที่ต้องจ่ายทุกเดือนและทุกปี จ่ายให้พ่อแม่เดือนละ 1,000  ไม่ได้ตั้งเป้าเก็บเงินไว้แต่จะเก็บไปเรื่อยๆ ค่ะ


จากคุณ : Imprezion Frappuccino


เจ้าของกระทู้เป็นคนที่น่ารักมากค่ะ
ขอแชร์บ้างนะคะ
เราก็สอนพิเศษตั้งแต่เข้าเรียนปี 1 จนตอนนี้ปีสุดท้าย
เราเริ่มจ่ายค่าเทอมเองตั้งแต่ปี 2 เทอมละ 11,600 บาท
และเงินค่าขนมไม่เคยขอจากคุณแม่เลย นานๆที
สอนพิเศษทุกวัน จนถึงปัจจุบัน
มีเงินเก็บ เล่นหุ้น แบ่งให้แม่ใช้เดือนละ 4,000 บาท
ให้เป็นสัปดาห์ สัปดาห์ละ 1,000 บาท

ปล.เราเป็นคนไม่ได้ประหยัด โดยเฉพาะเรื่องกินและของใช้
เพราะเราถือว่าชีวิตนึงเกิดมาทั้งทีต้องเต็มที่ แต่ก็มีเงินเก็บ และใช้ได้อย่างสบาย

ปล. ที่บ้านไม่ได้เดือดร้อนค่ะ พร้อมทุกอย่าง
แต่พอเริ่มสอนพิเศษ หาเงินเองได้ รู้สึกภูมิใจมาก

ปล. เรายังเรียนไม่จบนะคะ กำลังจะจบ และคิดว่าจะเรียนต่อโทด้วย


จากคุณ : คุณน้ำนิ่ง (คุณน้ำนิ่ง)


ของผม เงินเดือนประมาณ 15,xxx - 17,xxx
หักบัญชีเก็บเดือนละ 10,000 // 24 เดือน ให้แม่ 3000 เติมน้ำมัน 3000
อ้าวเกินเงินเดือน แล้วเอาที่ไหนกินฮ่าๆ
พอดีมีเงินเก็บอีกก้อน เลยเอามาเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือน (^^ )
ตอนนี้รู้สึกว่าจะออมเงินเกินตัว 555+


จากคุณ : KonIndy


หลักการง่ายๆ "พอเพียง" แต่ส่วนมากคิดเป็น แต่ไม่ทำกัน

แบ่งเงินเดือน เป็น 3-4ส่วนแล้วแต่เรา เช่น
1.ใช้จ่ายรายเดือน
2.ออมเงิน ห้ามเอาออกมาใช้เด็ดขาด หากต้องการใช้เงิน ให้หาทางอื่น เช่น ขายของในบ้าน, รับจ้าง
3.ฉุกเฉิน ยามเจ็บป่วย ถึงแม้จะมีประกันสังคม หรือบัตรเหลืองก็ตาม แต่โรคบางโรคต้องใช้เงิน
4.ลงทุน ต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้

ปล.แต่ผมยังทำไม่ได้เลย 555

ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น