สอนเล่นหุ้น ฉบับคุณหนู เตรียมอนุบาล

สอนเล่นหุ้น ฉบับคุณหนู เตรียมอนุบาล

กระทู้นี้ เป็นบทที่ 5 ต่อมาจาก
วิธีการและเคล็ดลับการเก็บเงิน บทที่ 1-4
ท่านใดยังไม่ได้อ่าน กรุณากลับไปอ่านก่อนเข้าอ่านบทความนี้นะครับ
ขอทวนของเก่า

ประเด็นที่ 1 ที่ผมบอกว่าให้แยกกันชัดเจนระหว่าง “เงินเก็บ” กับ “เงินลงทุน” ห้ามโยกเงินไปมาระหว่าง 2 กองนี้เด็ดขาด
เพราะว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ................. เสี่ยงต่ออะไรบ้าง?
  1. ขาดทุน ตรงไปตรงมา
  2. ติดดอย แปลว่า เงินมี แต่เอาออกมาไม่ได้ เพราะราคาหุ้น ร่วงลงไปถูกกว่าตอนที่ซื้อมา ขืนขายก็ขาดทุน เลยทำอะไรไม่ได้ ต้องรอร้อรอ ให้ราคาสูงขึ้นมาเท่าทุน ซึ่งอาจต้องรอเป็นปีก็ได้
  3. ขายไม่ออก เกิดกับหุ้นที่สภาพคล่องต่ำ ถึงแม้เรามีกำไรจะขายแล้ว แต่ชะเง้อคอตั้งขายทั้งวันก็ไม่มีใครซื้อ
  4. เจ๊งกะบ๊ง คือ WORST CASE ที่เคยเกิดกับผมมาแล้ว เพราะไปซื้อหุ้น ITV ไว้สมัยฟู่ฟ่า แต่ต่อมาบริษัทเจีง ใบหุ้นของเรากลายเป็นกระดาษเช็ดก้นทันที เงินนับแสน กลายเป็น 0 ในพริบตา
พูดง่ายๆ คือ ถามตัวเองก่อนว่า ถ้า “เงินลงทุน” เจ๊ง หายวับไปหมด เรายังมี “เงินเก็บ” โดยไม่เดือดร้อนใช่มั้ย?
****** อย่าเอา “เงินเก็บ” มาลงทุนเด็ดขาดดดดดดด ******


ประเด็นที่ 2 : การจัดสรรเงินออม ส่วนเงินลงทุน คือเงินส่วนที่เหลือจากเงินออมเท่านั้น (ดังกล่าวแล้ว ข้างต้น) ยังไงเงินออมก็สำคัญกว่านะครับ

ปล. บทนี้ยากมาก ตัวเองเขียนเองยังรู้สึกว่าอ่านไม่รู้เรื่องเลยวุ้ย? ถ้าอ่านไม่รู้เรื่องตรงไหนก็ถามๆมา จะทยอย edit ให้นะครับ

PART 1 : LESSON 1 เปิดบัญชีค้าขาย

เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์” นะครับ ไม่ใช่อนุพันธ์ แล้ว กรอกข้อมูล ตามขั้นตอนที่ทางเวบไซต์แจ้งไว้ไปเรื่อยๆ

ตรงกรอกใบสมัครนี้มีคำถามที่พบบ่อยคือ
1. มีช่องนึงเขาจะถามว่า เราจะเปิดบัญชี prepaid หรือ cash internet ต่างกันยังงัย ??
ตอบว่า
บัญชี prepaid เราต้องวางเงินที่จะซื้อขายจริงที่เขา (ฝาก) ไว้ก่อนแล้ววงเงินซื้อขายก็เท่ากับเงินที่ตัวเองฝากไว้
ส่วน กรณี cash internet เป็นการซื้อก่อน แล้วเขาจะหักเงินจากบัญชีธนาคาร (ATS) ในสามวันทำการหลังจากสั่งซื้อ ซึ่งก็ต้องวางเงินเป็นหลักประกันไว้นิดหน่อย (คือ 15% ของวงเงินที่อนุญาตให้ซื้อขายใน 1 วัน เป็นข้อกำหนดของ ตลท) และการฝากเงินประกันไว้กับเขาจะได้ดอกเบี้ยเท่าธนาคาร แนะนำสมัครแบบ cash internet ครับ สะดวกกว่าเยอะ


2. cash internet ที่ว่าต้องวางเงินเป็นหลักประกัน 15% ของยอดที่เขาอนุญาตให้ซื้อขายใน 1 วัน เป็นข้อกำหนดของ ตลท เป็นยังไง?
ตอบว่า
ก็ขึ้นกับว่าเราอยากจะได้วงเงินซักเท่าไหร่ในการซื้อขายต่อวัน เช่นถ้าเราวางเงิน 5 หมื่นบาท เราก็จะได้วงเงินซื้อขายต่อวันเท่ากับ

(50,000 x 100)/15 = ประมาณ 333,333 บาทครับ

อัน นี้เป็นวงเงินซื้อขาย "สูงสุด" ต่อวัน หมายความว่าวันนึงเราจะมียอดซื้อ และขายรวมกันไม่เกินนี้
สมมตินส.จิ๋มวางเงินไว้ 5 หมื่น แล้วก็ซื้อหุ้นไป 5 หมื่นบาท หุ้นของนส.จิ๋มจะกลายเป็นหลักประกันแทนเงินที่วางไว้ คือตอนนี้เราจะขอถอนเงินออกก็ได้ ยังคงมีสิทธิซื้อขาย 333,333 บาท เท่าเดิม เพราะเอาหุ้นเราเป็นตัวประกันแทน

สมมติวันต่อมา นส.จิ๋มซื้ออีก 1 แสนบาท (ไม่เกินวงเงิน 333,333 บาท) เขาหักเงิน 1 แสนจากธนาคารเสร็จ มูลค่าเงินประกันก็เพิ่มเป็น 150,000 บาท เราก็สามารถขอขยายวงเงินซื้อขายสูงสุดที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 999,999 บาท (แต่ถ้าเราไม่ขอ เขาก็จะให้สิทธิ์เหมือนเดิม333,333 บาท แต่ถ้าวันไหนอยากซื้อเยอะ หรือขายเยอะ ก็แค่โทรไปให้เขาเพิ่มวงเงิน 5 นาทีก็ได้แล้ว)

พอกรอกเสร็จทุกอย่างแล้ว บริษัทจะติดต่อมา (ถ้าให้เร็วก็โทรไปหาเองตามเบอร์ในเวบ) ให้ส่งเอกสารต่างๆไปให้ เช่น หลัง จากสมัครเปิดบัญชีค้าขายเรียบร้อยแล้ว ให้โทรถาม call center / customer service ถึงการใช้เวบไซต์ในการดูข้อมูลหุ้นแต่ละตัว รวมทั้ง การเข้าไปดูกราฟหุ้น ของ efinance ด้วย (ทุกบริษัท แถมให้ฟรี อย่าโง่เหมือนผม มารู้ว่าดูได้ เมื่อเพื่อนบอก เง้อ)

สำหรับบัญชีธนาคารที่จะใช้หักค่าซื้อหุ้น และ รับโอนเงินกำไรจากหุ้น(แนะนำให้เปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่ แยกออกจากบัญชีเดิมๆ ไปเลย)
ทางบริษัท หลักทรัพย์จะส่งหนังสือไปที่ธนาคารสาขาที่เราแจ้งไว้ แต่ส่วนมากเรื่องจะถูกดองเกือบเดือนกว่าทางธนาคารจะอนุมัติ เทคนิกง่ายๆ คือ เดินไปเร่งกับผู้จัดการสาขามันเลย(หลังจากบริษัทหลักทรัพย์ส่งเอกสารไปที่ ธนาคารแล้ว) รับรองว่าไม่เกิน 3วัน จะอนุมัติ เริ่มทำการซื้อขายได้เลย

PART 1 : LESSON 2 รู้จักหุ้น

หุ้นทุกตัวมีรหัสของมัน เช่น
การบินไทย =THAI
บางตัวก็รหัสตรงๆกับที่รุ้จักเช่น AIS TRUE DTAC
โรงบาลกรุงเทพ = BGH
เครือเจริญโภคภัณฑ์ = CPF
ทางด่วนกรุงเทพ = BECL

เข้าไปที่ http://jo.klongjan.com/set/ หรือ http://jo.klongjan.com/set/ ตามด้วยชื่อหุ้นครับ

- กราฟ SET (Stock Exchange Thailand ) ซึ่ง เวลา Refresh หน้าเวบทุกครั้ง กราฟนี้จะขยับตามเป็น เวลาปัจจุบัน SET คือค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นทั้งหมดในไทย เวลาพูดว่า SET ขึ้น แปลว่าหุ้นส่วนใหญ่ ราคาขึ้น(ตัวเลขเป็นสีเขียว) ทั้งตลาด ถ้าบอกว่า SET ร่วง ก็แสดงว่า ราคาหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดร่วงลง (จะแสดงด้วยสีแดง เรียกเล่นๆว่า “เลือดสาด” )

สิ่งที่ควรดูในเวบนี้
อ้อ อย่าลืม คอลัมน์ทางซ้ายมือ มี “ปฏิทินหลักทรัพย์” คลิกดูซะหน่อย จะรู้ว่า เดือนนี้ บริษัทไหน จะจ่าย ปันผล XD วันไหนบ้าง


2. ในเวบ http://jo.klongjan.com/consensus/ ให้ตามด้วย “่ชื่อย่อหลักทรัพย์” แล้ว Enter เช่นกัน

ใน เวบนี้เมื่อ Enter แล้วสิ่งที่ควรเปิดดูอย่างยิ่ง คือ SAA consensus จะปรากฏ บทวิเคราะห์เกี่ยวกับหุ้นนั้นจากโบรกเกอร์ต่างๆ ว่า ตอนนี้ควรซื้อ หรือ ควรขาย อ่านซะหน่อยก็ดีครับ โดยเฉพาะอันที่เป็น ไฟล์ pdf ในช่อง Research

3. แวะไปที่ http://jo.klongjan.com/news/ ค้นหาข่าวหุ้นที่สนใจซะหน่อย โดยกรอกรหัสหุ้น เช่น CPF ลงในด้านหลัง แล้วกด enter ได้เลย

หลักการดูว่าเราจะได้ปันผลมั้ย ให้ดู วัน XD เป็นหลัก

คนที่ถือหุ้นมาก่อนวัน XD แม้วันเดียว ต่อให้ขายทิ้งในวัน XD นั้นก็ยังได้ปันผลในรอบนั้น เท่ากันหมดกับคนที่ซื้อมาหลายปี
แต่คนที่เพิ่งเข้ามาซื้อในวัน XD จะไม่ได้นะครับ

เข้าเวบ ดูตัวไหนก็ได้ เช่น http://jo.klongjan.com/set/ ตามด้วยชื่อย่อหุ้นเช่นเคย


add favourite ไว้เลยดิ ง่ายดีไม่ต้องจำ

โดย ธรรมชาติ ราคาหุ้นจะถูกลงน่าซื้อในวัน XD นี่แหละ (เพราะซื้อแล้วไม่ได้ปันผล) ก็ลองคลิก ราคาย้อนหลัง เทียบดูวัน XD ครั้งก่อน แล้วคำนวณเองละกันว่าตัวนี้ วัน xd ราคาลงแค่ไหน คุ้มมั้ยที่จะยอมเสียปันผลเพื่อเอาของถูก
แต่โดยทั่วไปจะแนะนำว่า ห้ามซื้อวันก่อน XD 1-3 วันเด็ดขาด เพราะเป็นวันที่ราคาสูงที่สุดครับ
คลิกปุ่ม "ราคาย้อนหลัง" แล้วดูประวัติศาสตร์ของหุ้นตัวนั้น ดีที่สุดครับ

PART 1 : LESSON 3 ประเภทของหุ้น

1. หุ้น VALUE INVESTMENT (VI)

เซียน ของการเล่นหุ้นแนวนี้คือ Warren Buffet มหาเศรษฐี อันดับ 1 ของโลก ผู้ไล่ Take Over กิจการบริษัทอื่นเป็นว่าเล่น ด้วยการเล่น VI นี่แหละครับ

หุ้นแนวนี้ มีลักษณะเด่นที่ กิจการมีความมั่นคงสูงมาก ปันผลปานกลางไม่มากไม่น้อย แต่ชัวร์ว่าสม่ำเสมอ
ราคา ไม่กวัดแกว่ง ซื้อหุ้นพวกนี้แล้ว หันมามองกราฟราคาแค่เดือนละครั้งก็พอ ไม่ต้องลุ้นกันทุกวันให้ใจหายใจคว่ำ เหมาะมากสำหรับคนไม่ค่อยมีเวลา และหวังลงทุนระยะยาววว เพราะเล่นหุ้นแนวนี้ ระยะยาว รวยครับ แต่อย่าหวังอะไรกับระยะสั้น พูดง่ายๆคือเหมือนฝากเงินธนาคารหวังกินดอกเบี้ย เพียงแต่ปันผล (Dividends) จากหุ้น จะได้สูงกว่าดอกเบี้ยธนาคารมาก และ ขอคืนภาษีได้ เป็นส่วนใหญ่

TRICK & TIPS เรื่องภาษี
  1. ปันผลจากหุ้นที่จ่ายให้เรา ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว 10% ทั้งที่บริษัท จ่ายภาษีไปแล้ว 30% เราจึงขอคืนภาษีได้ด้วยเครดิตภาษี 3/7 ถ้ารายได้ของเราจากทุกแหล่ง ไม่เกิน 4 ล้านบาทต่อปี ให้ขอคืนภาษีจากปันผลนี้ได้เลย คุ้มครับ แต่ถ้าเกิน 4 ล้านบาท ก็อย่าขอ จะทำให้เสียเพิ่มได้
  2. สำหรับดอกเบี้ยธนาคารที่เรารับเข้าบัญชีอยู่ทุกวัน ก็ถูกหักภาษี 15% เช่นกัน ถ้ารายได้ทั้งปีไม่เกิน 760,000 บาท ก็ควรขอคืนภาษีด้วย แต่ถ้าเกินก็อย่าดีกว่า เด๋วจะเสียเพิ่ม

หุ้นที่มีลักษณะ เป็น VI เช่น
AMARIN, WG, SE-ED, BIGC, MAKRO, MBK, HMPRO

ข้อดี : ก็ไอ้ที่กล่าวมาข้างบนนั่นแหละครับ
  1. กิจการแข็งแกร่งมาก ซื้อแล้วไม่ต้องลุ้น ไม่ต้องเสียเวลานั่งเฝ้ากราฟราคาทั้งวัน
  2. ปันผลดีกว่าธนาคารมากมาย แถมขอคืนภาษีได้ด้วย
  3. ระยะยาว ยังไงก็รวยครับ เป็นแนวที่คนรวยหุ้นที่สุดในโลกคือ Warren Buffet เล่นครับ หุ้นพวกนี้ควรมีเก็บไว้ เป็นการประกันความเสี่ยง ประกันความมั่งคั่งของคุณในเวลาหลังเกษียณครับ
ข้อเสีย :
  1. หุ้นพวกนี้ส่วนใหญ่สภาพคล่องต่ำ หมายความว่า คนที่ถืออยู่ในมือ ก็ไม่ยอมขาย คนที่มาปล่อยขาย ก็มักปล่อยแค่นิดๆหน่อยๆ พูดง่ายๆคือเวลาจะซื้อ จะไม่ค่อยมีคนขายให้เรา หรือ ถูกกดราคา เราตั้งซื้อราคาเหมาะสมที่ 5 บาท มันจะขาย 6 บาทใครจะทำไม ตั้งราคารอ 5 บาท ไปทั้งวัน ก็ไม่มีคนขายให้เรา เวลาจะขายก็ยากเช่นกัน อย่าคิดว่าจะเหมือนถอนเงินสดจากธนาคารเป็นอันขาด ถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า จงแยกเงินออม(ที่อาจจำเป็นต้องใช้ฉุกเฉิน) ออกจากเงินลงทุน ( ที่อาจถอนออกมาไม่ได้เมื่อจำเป็น) ออกจากกันอย่างเด็ดขาด!!!!!!
  2. ไม่เหมาะสำหรับผู้มีเป้าหมายระยะสั้น รีบใช้เงินในเวลาอันใกล้ เพราะราคาหุ้นขยับตัวช้า ทำกำไรจาก Capital Gain ได้ยาก เหมือนปลูกไม้ยืนต้น เช่นมะม่วง ปลูกหลายปีกว่าจะออกดอกออกผล แต่ออกผลเมื่อไหร่ เก็บกินได้นานนนนนน


2. หุ้น BLUE CHIP

คือ กลุ่มหุ้นยอดนิยม ซื้อขายกันปริมาณมากๆ ที่ทำให้คน “รวย” และ “เจ๊ง” ชั่วข้ามคืนมานักต่อนักแล้ว ที่เรียกว่า Blue Chip เพราะ เว่ลาเข้าบ่อน Blue Chip จะเป็น chip ที่ราคาแพงที่สุด (หุ้นพวกนี้ทำให้หลายคนหลงมาเสี่ยงโชคเหมือนเล่นการพนันนั่นเอง) เช่น SCB BAY KBANK PTT PTTCH BANPU LANNA TOP PTTAR ADVANC TRUE DTAC

ข้อดี :
  1. สภาพคล่องสูงมากกกกกกกกกก ซื้อขายกันวันนึงเป็นล้านๆหุ้น ไม่ต้องกลัวซื้อไม่ได้ ไม่ต้องกลัวขายไม่ออก
  2. มีโอกาสทำกำไร(และขาดทุน)สูง เพราะกราฟราคามีการเหวี่ยงตัวสูงมาก พูดง่ายๆ คือ จังหวะขาขึ้น ก็มีการตวัดราคาลงให้ช้อนซื้อ แล้ว ตวัดขึ้นให้เทขาย กันหลายรอบ เข้าออกได้หลายรอบกว่าจะหมดขาขึ้นทีรวยหลายที เปรียบไปเหมือนปลูกพืชล้มลุกเช่นผักกะหล่ำ ปลูกแป๊บเดียวก็ได้กิน ปลูกกินได้หลายรอบ แต่ปลูกแต่ละครั้งกินทีเดียวหมด ไม่ยั่งยืนออกดอกผลให้กินนานๆเหมือนปลูกไม้ยืนต้น
ข้อเสีย:
  1. อย่าพลาดติดดอยละกัน เพราะปันผลต่ำมากกกกกกกก ขืนติดดอยล่ะก็อดอยากปากแห้งตายอยู่บนนั้นล่ะ
  2. เล่นหุ้นพวกนี้ ต้องเกาะหน้าจอคอมพ์ เฝ้าราคาหาจังหวะเข้าจังหวะออกกันทั้งวัน เพราะราคาเหวี่ยงตัวเร็วมาก ไม่เหมาะกับคนไม่มีเวลาติดตามนะครับ
  3. เล่นหุ้นพวกนี้ต้องมีความรู้จริงๆ อย่างน้อยวิชาวิเคราะห์กราฟนี่ต้องแม่น รวมทั้งเช็คข่าวสาร บทวิเคราะห์ต่างๆทุกวัน ไม่งั้นตายหยังเขียดเอาได้ง่ายๆ เช่น โดนสุมไฟล่อที(ราคาพุ่งขึ้นจนน้ำลายไหล) เราจะกางปีกเป็นแมงเม่าบินเข้ากองไฟทันที (เข้าไปช้อนซื้อ แล้วโดนเจ้ามือทุบขาย ราคาร่วง ติดดอยโดยพลัน)



3. หุ้น กลางๆ ขอเรียกว่า VJ (Value Joker) ละกัน

คือกลุ่มที่ไม่เข้าพวก BLUE CHIP และ VI ข้างต้น ผมว่าหุ้นพวกนี้เป็นหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดที่เหลือนั่นแหละ
ตัวอย่างเช่น STA, PTL, AI, AIT, MCS, SPALI
หุ้นพวกนี้มีลักษณะคือ

ข้อดี :
  1. ให้ปันผลดี(บางตัวมากกว่ากลุ่ม VI ด้วยซ้ำ)
  2. สภาพคล่องสูงปานกลาง ซื้อขายง่าย ปานกลาง
  3. ราคามีการเคลื่อนไหวปานกลาง ไม่อืดขนาด VI แต่ไม่เร็วสวิงสวายสยิวกิ้ว อย่าง Blue Chip ราคาพวกนี้จะไต่ขึ้นไต่ลงช้าๆ อืดอาดต้วมเตี้ยม เหมาะสำหรับมือใหม่ ที่ไม่มีเวลาติดตามราคามาก เพราะจะขึ้นจะลงช้ากว่าBlue Chip (ถ้าตลาดร่วง Blue Chip จะร่วงก่อน หุ้นพวกนี้จะร่วงตามทีหลัง ส่วนหุ้น vi แทบไม่กระเทือน ร่วงน้อยมากก) พอจะมีเวลาซื้อขาย โดดเข้าโดดออกได้ทัน
  4. และที่ดีที่สุดคือ ถ้าพลาดติดดอย ก็ไม่ต้องกลัว เพราะปันผลค่อนข้างดี ติดดอยหลายปีก็ยังพอไหว
ข้อเสีย :
  1. ที่แน่ๆเลย คือ ราคาแกว่งตัวช้า เวลาตลาดราคาขึ้น หุ้นพวกนี้จะขึ้นช้า ต้วมเตี้ยมๆ คนเล่น Blue Chip เขารวยไปหลายรอบแล้ว(เพราะแม้จะเป็นขาขึ้นก็มีการแกว่งตัวไปมา) แต่คนถือ VJ อาจขายได้รอบเดียว รวยรอบเดียว เพราะกราฟราคาไม่ค่อยแกว่ง
  2. ปันผลดีก็จริง แต่มักไม่มั่นคง บางปีจ่ายเยอะ บางปีจ่ายน้อย (ยกเว้นบางตัวที่แกร่งหน่อยเช่น KTB CPF นี่ค่อนข้างชัวร์ว่าจ่ายคงที่เหมือนหุ้น VI )
  3. หุ้นเน่า หุ้นอันตราย อย่าเข้าไปยุ่งถ้าไม่แน่จริง อัตราตายคาที่สูง

พวก นี้การเคลื่อนไหวราคาไม่ดี สภาพคล่องต่ำ ปริมาณการซื้อขายแต่ละวันก็ต่ำ เจ้าเข้าเป็นพักๆ แต่น้อยคนที่จะชนะเจ้าได้ ส่วนใหญ่โดนทุบหัวเบะ


การแยกประเภทหุ้นนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้นไม่ได้อ้างอิงตำราใด ใครเห็นต่าง comment ได้เลยครับ

PART 1 : LESSON 4 กลยุทธ์การเล่น

เราจะเลือกเป็นใครในตลาดหุ้น????

นักลงทุนแบ่ง เป็น 3 จำพวกใหญ่ๆครับ

1. นักลงทุนตัวจริง กลุ่มนี้คือชาว VI (VALUE INVESTOR) จะไม่เล่นหุ้น แต่เน้นการลงทุนในหุ้น แบบซื้อกิจการ เจริญรอยตาม Warren Buffet มหาเศรษฐี อันดับหนึ่งของโลก แนวการเล่นของกลุ่มนี้ คือ ซื้อแต่หุ้น VI โดยเลือกจากกิจการที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นผู้นำตลาดนั้นๆ ซื้อแล้วนอนตาหลับ ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดทุกวัน รอรับปันผล อยู่ในฐานะเจ้าของกิจการอย่างแท้จริง
ถ้าคุณเป็นข้อ 1 = ชาว vi , คนกลุ่มนี้มักใจเย็น ทยอยซื้อ ทยอยขาย , ทำการบ้านเช็คข่าวสารมาอย่างดีก่อนจะซื้อ , ฉะนั้นเมื่อซื้อแล้ว ราคาลง คนอื่นเสียใจ แต่คนกลุ่มนี้ดีใจครับ เพราะจะได้ซื้อของถูกเพิ่มตอนเงินเดือนออก

2. TRADER คือ นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่ทำรายได้หลักจาก CAPITAL GAIN ( ทำกำไรเมื่อขายได้แพงกว่าที่ซื้อมา ) การเล่นหุ้นแบบนี้เรียกว่า “เล่นรอบ” ( Cycle ) แบ่งเป็นสองกลุ่มย่อย

2.1 TRADER ตัวจริง ซื้อจริงขายจริง ติดตามข่าวสาร และควรมีความรู้ทางเทคนิกการอ่านกราฟไว้บ้าง ถ้าพลาดจะไม่ยอมให้ตัวเองขาดทุนเกิน 7% ต้อง cut loss

2.2 VALUE JOKER / TRADER ปอดแหก
ชื่อ ไม่ค่อยเป็นมงคล แต่อย่าดูถูกพวกนี้นะ รวยจัดรวยจริงได้ เพราะ ทำตัวเหมือน TRADER แต่เลือกtrade เฉพาะหุ้นปันผลงามเท่านั้น คือ อยากได้ capital gain (กำไรจากการซื้อถูกขายแพง) แต่ถ้าพลาดพลั้ง ยอมติดดอย ก็ยังมีปันผลกินวะ ยังไงก็ยังดีกว่าดอกธนาคาร กลุ่มนี้ถ้าราคาหุ้นร่วงต่ำกว่าทุน จะไม่ขาย ไม่cut loss เพราะกินปันผล ไม่กลัวดอยหนาว


3. SPECULATOR = นักเก็งกำไร หรือพูดหยาบๆคายๆว่านักพนันนั่นแหละ
กลุ่ม นี้ชอบความเสี่ยงระดับสูงสุดราวกับ ใช้ตลาดหุ้นแทนบ่อน คุณหนูๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ คนกลุ่มนี้จะเล่นอนุพันธ์ ( สารพัด ที่ลงท้ายด้วยคำว่า FUTURE นั่นแหละ) และ day trade โคตร HIGH RISK โคตร HIGH RETURN
แต่จะว่าเค้าก็ไม่ได้ เพราะคนกลุ่มนี้มักเป็นเซียนข่าว บวกเซียนเทคนิก ที่ทำการบ้านมาอย่างดีว่าเข้าบ่อนวันนี้ไม่แพ้แน่ ถึงจะมาลุย

นักลงทุนทุกคนต้องกลับไปถามตัวเองว่า
  1. “แล้วเราเป็นใครในตลาดหุ้น?”
  2. "หุ้นที่เราถืออยู่ เป็นหุ้นกลุ่มไหน หุ้นvi หุ้นtrade หรือหุ้นเก็งกำไรมหาสนุก มันใช่หุ้นที่ตรงกับนิสัยเราในข้อหนึ่งไหม???


ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีสไตล์ของตัวเอง และทำกำไรได้ดีที่สุด ถ้ารู้จักสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง และเลือกหุ้นที่ถูกสไตล์นั้น

“วันนี้คุณเป็นใครในตลาดหุ้นครับ”


เมื่อรู้ว่าเราเป็นใคร ควรซื้อหุ้นสไตล์ไหนแล้ว ผมขออัญเชิญคาถาของอาจารย์คนแรกที่สอนเรื่องหุ้นให้ผมมาปลุกเสกนะครับ คาถาว่า


"จงบริหารความโลภ ให้สมดุลย์กับความรู้" ............ ท่องสิบครั้งก่อนจะคิดซื้อหุ้น
สอนให้งงเต้กมาตั้งนาน ทุกอย่างมันมาลงรวมที่คำถามสามคำเท่านั้นว่า
  1. จะซื้อหุ้นตัวไหนดี?
  2. ถ้าเลือกได้แล้ว จะซื้อที่ราคาเท่าไหร่?
  3. ถ้าซื้อแล้ว จะขายที่ราคาเท่าไหร่?


ไปเจอกระทู้แนะนำในสินธรมา http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I9398795/I9398795.html เขาอม STA ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้กำไร 1000% แล้ว ลงทุน 7หมื่น ได้ 7แสน


ผม รู้จักรุ่นน้องคนนึงที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ด้วยประสบการณ์เล่นหุ้นไม่ถึงหนึ่งปี แต่พอร์ตเขาขยายเอาขยายเอา ผมถามเขาว่าเขาทำอย่างไร? เขาตอบว่า
....
.......
...............
.....................
.............................“ เอาตัวเราออกมา แล้วเล่นตามตำรา”

ผมถึงกับ บรรลุ.....................................................................

ผม เคยไปสมัครเรียน และสมัครสมาชิกใช้โปรแกรมดูหุ้น T3B ของ www.t3btrader.com ที่สีลมตรงข้ามแบงค์กรุงเทพ รู้สึกว่าโปรแกรมนี้มีความแม่นยำพอสมควร จึงใช้มาตลอด

บอกก่อนว่า T3B ไม่ชอบซื้อถูกขายแพง เพราะคนส่วนใหญ่ถือหลักนี้แล้วกลายเป็นเม่า 95%ในท้องตลาดที่ขาดทุน
T3B ชอบซื้อแพง และขายแพงกว่าเพราะชัวร์จัด รวยจริง
T3B ทำงานบนหลักการง่ายๆ และคล้ายกับลุงโฉลก แห่ง www.chaloke.com
สำคัญสุดคือ การเลือกหุ้นที่จะเล่น และการขาย


ขอพูดเรื่องการขายก่อน
T3B และ ลุงโฉลก คิดเหมือนกันคือ ไม่มีเป้าราคาที่จะขายหรอก ใครจะไปรู้ว่าราคามันปั่นได้สูงสุดเท่าไหร่? แต่สิ่งที่เรารู้คือ แนวรับแนวต้าน
พูดง่ายๆ พอซื้อหุ้นแล้ว จะขายเมื่อหุ้นร่วงต่ำกว่าแนวรับเท่านั้น (ถ้ายังไม่กำไรเราเรียกว่า cut loss แต่ถ้าแนวรับนั้นสูงกว่าทุนของเรา คือมีกำไรแล้ว เราเรียกว่าเป็นการ Protect Profit)
ฉะนั้น ถ้าไม่ร่วงหลุดจากแนวรับ ก็ไม่ขาย ถ้าหุ้นนั้นดีจริง แนวรับจะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนสูงกว่าต้นทุนของเราเอง เมื่อไหร่ที่ร่วงต่ำกว่าแนวรับแล้วค่อยขาย มักได้กำไรไม่ต่ำกว่า 20% ขึ้นไป
ทีนี้มาพูดเรื่องการเลือกซื้อหุ้นดี ที่จะทำให้มีกำไรมหาศาลตอนที่ร่วงหลุดแนวรับบ้าง

ก่อน อื่นต้องพูดถึงหุ้นที่ห้ามซื้อห้ามเล่นก่อน ได้แก่หุ้นปั่นทั้งหลาย และ หุ้นที่ volume การtrade ต่อวันต่ำกว่า หลักแสนหุ้น เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่เจ้ามือจะทุบจะลากยังไงก็ได้ ไม่มีโปรแกรมคำนวณใดจะไปคาดเดามันได้ ปล่อยให้เซียนความเร็วสูงทั้งหลายท่านสนุกสนานกันไปเถอะ ปุถุชนอย่างเราอย่าไปยุ่งเลย



Criteria การเลือกซื้อหุ้นตามลำดับความสำคัญ ของ T3B (ให้ดูจากกราฟ day ย้อนหลัง 1ปีเท่านั้น กราฟอื่นไม่ใช้) มี 6 ข้อดังนี้

  • UPTREND
    ข้อ นี้ สำคัญสุด ถ้าtrend แนวโน้มไม่ชัดเจนว่าจะขึ้นหรือลงไม่เล่นเด็ดขาด (นี่คือสาเหตุที่ปีนี้ผมไม่เล่นหุ้นน้ำมันเลย เพราะเป็นหุ้นตุ๊ด จะขึ้นก็ไม่ขึ้น ลงก็ไม่ลง ขึ้นแล้วก็ทุบ เล่นรอบกันอยู่ได้ อันตรายโอกาสติดดอยสูง marginกำไรต่ำ แต่ บ้านน้องปูพอเล่นได้ เพราะtrend ชัดเจน)
  • break high 3/2/1yr > 9/6/3mo
    ข้อนี้แหละที่ขัดใจ ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าต้องซื้อถูกขายแพง แต่ตำรานี้สอนว่า ของถูกคือของห่วยอย่าซื้อ ให้ซื้อของแพงที่กำลังจะวิ่งไปแพงยิ่งกว่า

    ข้อ นี้แปลว่า หุ้นที่จะซื้อ ราคาต้องมีnew high หุ้นที่จะเล่นอย่างน้อยราคาต้องเป็น 3 month high (สูงที่สุดในรอบสามเดือนที่ผ่านมา) ดีที่สุด ต้องเป็น 3 yr.high (ราคาไม่เคยแพงอย่างนี้เลยในรอบสามปีที่ผ่านมา) ฉะนั้น หุ้นที่ถือว่าเป็น best opportunity ก็คือ ALL TIME HIGH (ตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นมาไม่เคยแพงอย่างนี้เลย) นั่นเอง ท่านว่าให้รีบซื้อเลย อย่ารอให้เขาทุบมารับ เพราะมีโอกาสตกขบวนสูงกว่า เหมือนหลายคนที่ตกใจตอน TRUBB กระชากจาก 38 บาทมา 90 แล้วไม่ซื้อ จะรอทุบ มันเลยโดดข้ามหัวมา 128 เลย )

    3 x 2 Accumulate volume ขึ้นไป
    แปลว่าdaily volume ช่วงนี้ต้องอย่างน้อย สูงกว่า daily volume เฉลี่ยย้อนหลังหกเดือน ถึงสองเท่า เป็นอย่างน้อย ( ส่วนตัวผมจะเลือกแต่หุ้นที่ x4 ขึ้นไปเท่านั้น )

    (จากประสบการณ์ผมให้ความสำคัญกับสามข้อนี้ที่สุด เพราะแม่นมาก ส่วนอีกสามข้อต่อไปนี้ เป็นของแถม ถ้าได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร)
  • Low K- Line
    แปลว่า ช่วงนี้มีความเสี่ยงไม่มาก ของT3Bมีโปรแกรมคำนวณเฉพาะ ของเพื่อนๆใช้indicator ทางเทคนิกอื่นๆก็น่าจะได้นะ
  • Break Peak
    แปล ว่า ฝ่าแนวต้านขึ้นมาได้ แต่ยังไม่เกิน 6% จากแนวต้านนั้น หุ้นฝ่าแนวต้าน ถ้ามีสี่ข้อแรกรองรับ ถือว่าไม่ใช่ของแพง เพราะเดี๋ยวมันจะแพงยิ่งกว่านี้ ท่านว่าให้รีบซื้อทันที
  • blue ribbon
    แปลว่า ช่วงระยะสั้นในสัปดาห์ หรือเดือนนี้เป็นขาขึ้น
  • ผมเป็น TRADER แต่ใครจะศึกษาเรื่องหุ้นขอให้รู้จักพื้นฐาน VALUE INVESTMENT ซักนิดนึงก่อน
    ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
    กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

    การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

    ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น