หลักการลงทุนแบบเน้นมูลค่า หรือ Value Invester

หลักการลงทุนแบบเน้นมูลค่า หรือ Value Invester

กระทู้นี้ เป็นเนื้อหาต่อจาก
สอนเล่นหุ้น ฉบับคุณหนู เตรียมอนุบาล
บทความส่วนนี้สำหรับชาว VI นักลงทุนระยะยาวเท่านั้น

Long term investment 1: การเลือกกิจการที่ลงทุนระยะยาว


การลงทุนของแต่ละคนอาจมีวิธีไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความเหมาะสมของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานความรู้ (ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และเทคนิคัล) ความเอาใจใส่ ความสนใจในการลงทุน เวลาในการติดตามข้อมูลข่าวสาร หรือแม้กระทั่งเรื่องจิตใจ

ดัง นั้นการเลือกลงทุนโดยการทำตาม ๆ กันไปย่อมไม่ดีแน่ เพราะถ้ามุมมองเราไม่เหมือนเขา เวลามองของอย่างเดียวกัน เช่นเห็นหุ้นที่ตัวเองถือราคาลดลง คนหนึ่งอาจจะเป็นสุข (ดีใจได้มีโอกาสซื้อของถูก) อีกคนอาจจะเป็นทุกข์ (เสียใจที่พลาด ซื้อแพง ขาดทุน)

"จงบริหารความโลภให้สมดุลกับความรู้" ท่องไว้ 3 จบก่อนจะตัดสินใจซื้อหุ้นทุกตัว

เข้าเรื่องดีกว่า ....

เนื่องจากปัญหาใหญ่ของทุกคนคือ อยากลงทุนแต่ไม่รู้จะจับหลักยังไงดี

หลักการลงทุน "ระยะยาว" (ขอเน้นว่าระยะยาว) ของ Warren Buffett ง่าย ๆ คือ นักลงทุนควรเลือกลงทุนในกิจการที่มีแนวโน้มระยะยาวที่ดี โดยค้นหากิจการที่ยอดเยี่ยม และเลือกลงทุนเมื่อมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่เลือกลงทุนกิจการธรรมดา ๆ ในราคาถูก ๆ

กิจการยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม กับกิจการพื้น ๆ ในราคาถูก ดูผิวเผินอาจจะไม่ต่างกัน แต่ในประสบการณ์ยาวนานของ Buffett เขาแสดงให้เห็นว่าการเลือกกิจการนั้นสำคัญอย่างยิ่ง ในช่วงแรกของการลงทุน (ในรูปของ Buffett partnership และ Berkshire Hathaway ระยะแรก) Buffett เลือกลงทุนในกิจการที่มีราคาถูกเป็นหลัก (bargain price) แม้ผลตอบแทนรวมเป็นบวก (เพราะเลือกลงทุนเมื่อราคาถูก คือมี margin of safety สูง) แต่ผลตอบแทนของกิจการใน port หลายตัวกลับขาดทุน (คนที่ทราบเรื่องราวและประวัติของ Buffett จะเข้าใจดีว่า ตัวบริษัท Berkshire และ Hathaway เองเป็นตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง) ทั้งนี้เนื่องจากการลงทุนแบบไม่เลือกโดยดูแค่ margin of safety เป็นเพียงการลดความเสี่ยงต่อการขาดทุน (MoS = insurance or buffer for loss) แต่ผลประกอบการของกิจการต่างหากที่เป็นปัจจัยที่จะกำหนดผลตอบแทนในระยะยาว (Business excellency = long-term rate of return)


กิจการที่ยอดเยี่ยมของนักลงทุน ในความหมายของ Buffett มีนิยามง่าย ๆ ไม่ีกี่อย่าง
  1. นักลงทุนมีความเข้าใจในกิจการนั้น
  2. มี favorable long term economics
  3. บริหารงานโดยทีมที่มีความสามารถในกิจการนั้นและมีธรรมาภิบาล
และเลือกลงทุนในกิจการข้างต้นเมื่อมีราคาที่เหมาะสม

ดัง นั้น ข้อแรกที่เราควรรู้คือ "เราจะหากิจการที่ยอดเยี่ยมได้อย่างไร" หากิจการซะก่อน ค่อยมาดูราคาทีหลัง (ยังไม่ต้องมือบอนไปกดซื้อ ๆ ขาย ๆ)
การค้นหากิจการที่ยอดเยี่ยมขั้นแรกก็คือ ถามตัวเองเสียก่อนว่ากิจการ (หรือตัวย่อหุ้น) ที่เรากำลังดูอยู่นั้น เรารู้หรือเปล่าว่ามันเป็นกิจการอะไร, ทำมาค้าขายอะไร, รายได้มาจากไหน, รายจ่ายคืออะไร, กำไรเป็นอย่างไร

ถ้ายังไม่รู้ ก็หาข้้อมูล อาจจะเป็นเวบไซท์ของบริษัทนั้น ๆ เอง หรือจะใช้บริการเวบ Thai VI ในห้อง 100 คน 100 หุ้นก็ได้

http://www.thaivi.com/webboard/viewforum.php?f=4
(ป.ล. โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน กระทู้เหล่านี้ positively biased เนื่องจากคนโพสต์มักจะโพสต์แต่ของดี พอข่าวไม่ดีมักเงียบ)

จากนั้นมาพิจารณาว่า กิจการของเราที่ตั้งใจจะลงทุนในระยะยาว มี favorable long term economics หรือภาษาของนักกำหนดกลยุทธ์เขาเรียกว่า competitive advantage หรือไม่

ธุรกิจใดมี barrier to entry เป็นการป้องกันไม่ให้คู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาด หรือเข้ามาขัดขวางการเติบโตของบริษัทเดิมได้ยาก การมี barrier to entry ทำให้เจ้าตลาดเดิมสามารถทำในสิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถทำได้ (คือมี competitive advantage)

การวิเคราะห์กิจการในการลงทุน Buffett กล่าวไว้เสมอว่ากิจการที่แข็งแกร่งควรจะมี durable competitive advantage และเป็นหน้าที่ของกิจการนั้นที่จะป้องกัน เสริมสร้างให้ barrier to entry นั้นมีความแข็งแรงอยู่ตลอดเวลา

เราจะมองหากิจการที่มี competitive advantage ได้อย่างไร

หลักการง่าย ๆ อย่างหนึ่งในการมองหากิจการที่มี competitve advantage ได้แก่

1. พิจารณาลักษณะของธุรกิจที่ทำอยู่ ประเภทของกิจการเป็นอย่างไร, ลักษณะของตลาด, จำนวนคู่แข่งในตลาดและส่วนแบ่งตลาดของแต่ละบริษัท

2. ตรวจสอบว่ามี competitive advantage หรือไม่โดยดูว่าผู้นำตลาดสามารถดำรงส่วนแบ่งตลาดได้สม่ำเสมอมาเป็นระยะเวลา นานหรือไม่, ผู้นำตลาดนั้นมีความสามารถในการทำกำไร (เช่น ROE, ROIC) สูงตลอดเวลาหรือไม่

3. ค้นหาที่มาของ competitive advantage นั้น ๆ

ลองใช้คำถาม 3 ข้อนี้ตรวจสอบกับกิจการในตลาดหลักทรัพย์ที่เราสนใจอยู่ น่าจะได้คำตอบคร่าว ๆ ว่ากิจการที่เราสนใจนั้นมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด

วิธีง่าย ๆ อย่างหนึ่งที่ชาวบ้าน ๆ อย่างพวกเราสามารถทำได้ก็คือ บอกให้ได้ว่าในแต่ละกลุ่มกิจการนั้น "ใครเป็นผู้นำตลาด"



การเลือกกิจการเพื่อลงทุน "ระยะยาว" นั้น จำเป็นต้องมองแนวโน้มกิจการ "ไปข้างหน้า" ว่ามันจะรุ่งหรือร่วง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มระยะสั้น กลาง ยาว

การดูผลกำไรที่ผ่าน ๆ มา ดูปันผล ดูบัญชี ล้วนแต่เป็นการมองสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วทั้งสิ้น

แม้ของเก่าจะดี ไม่ได้รับประกันว่าภายภาคหน้าจะต้องดีด้วย แต่อย่างน้อยการดูของเก่าที่ผ่านมา บอกถึง...
  1. ฝีมือ และธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ว่าเป็นอย่างไร
  2. ลักษณะอุตสาหกรรมโดยรวมมีความผันผวนมากน้อยแค่ไหน
  3. ความสามารถของกิจการในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้น
การดูหุ้นคุณค่า ต้องดู 4 ตัวคือ
  1. PE กำไรต่อหุ้น ที่เอาไว้เปรียบเทียบกับกำไรของบริษัทซึ่งใช้กันบ่อยๆ
  2. PB ราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี ใช้เปรียบเทียบกับสินทรัพย์ มากกว่าการทำกำไร และต้องรอนานกว่าpe
  3. DY (devined yeild) ค่าปันผลต่อราคาหุ้น ถ้าปันผลสูงกว่าราคาหุ้นก็แปลว่าหุ้นราคาถูก
  4. แต่ตัวนี้ประสิทธิภาพต่ำที่สุด จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงสูงเป็นหลัก ส่วนหุ้นทั่วไปจะไม่ค่อยได้ผลเพราะแล้วแต่นโยบายของบริษัท
  5. สำคัญที่สุด คือ PSR price per sale ratio คือ ราคาหุ้นต่อยอดขายต่อหุ้นของบริษัท มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเลือก หาโดยต้องเปิดดูยอดขายรวม หารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้แล้วก็เอาไปหารราคาหุ้นในปัจจุบันถ้าตัวไหนมีค่าต่ำสุดกิจการนั้นก็น่าจะมีผลตอบแทนที่ดีที่สุดคือหุ้นขณะนั้น มีราคาถูกดี [แต่มันก็หาได้ยาก เมื่อเปรียบกับ PE และเป็นตัวเลขที่มีความอ่อนไหวน้อย เปลี่ยนแปลงช้าถ้าราคาหุ้นไม่ได้เปลี่ยนมาก และเป็นตัวสะท้อนผลกำไรได้มากกว่า แต่ถ้า psr สูงเกินกว่า 1 เท่าก็ต้องระวังมากขึ้น]

Long term investment 2 : จิตวิทยาการลงทุน

ปัจจัยที่มีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการลงทุนอย่างหนึ่ง ที่มักถูกมองข้ามคือเรื่องของจิตใจ

นักลงทุนรายย่อยทั่วไปอาจไม่มีจุดแข็งเรื่องความรู้ด้านการเงิน หรือบัญชี แต่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดหุ้นได้ ก็เพราะมีจุดเด่นเรื่องการควบคุมจิตใจของตนเองที่เหนือกว่าคนอื่น

การ เข้าใจส่วนลึกภายในจิตใจของตนเองและสามารถควบคุมไม่ให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของความโลภ และความกลัว จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาวินัยของการลงทุนของตนเองไว้ได้

ในทางตรงข้าม นักลงทุนที่มีความรู้ อาจไม่สามารถใช้ประโยชน์จากความรู้นั้นได้เลยหากไม่สามารถควบคุมจิตใจของตนเองได้

บทนี้เราจะมาว่ากันเรื่องความรู้สึก 2 ด้านที่ตรงข้ามกัน ได้แก่ "ความโลภ" และ "ความกลัว"
บิดาแห่งการลงทุนสไตล์เน้นคุณค่า Benjamin Graham กล่าวไว้ว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการลงทุนคือ ตัวนักลงทุนเอง คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอไม่ว่ายุคสมัยไหน บางคนบอกว่าการลงทุนเป็นเรื่องของข้อมูลและความรู้เพียง 30% อีก 70% เป็นเรื่องของการควบคุมจิตใจตัวเอง

คนทุกคนมีความโลภ และความกลัว อยู่ในตัว อารมณ์ทั้งสองอย่างเป็นสัญชาตญาณดิบ ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่สมัยหิน (อันมี Limbic system เป็น ศูนย์กลางควบคุมสำคัญ) เป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำหนดขึ้นมาให้เป็นแรงกระตุ้นให้เราเอาตัวรอดจากอันตราย ที่มีอยู่รอบด้านในสมัยก่อน จนเมื่อโลกและมนุษย์วิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน สัญชาตญาณดิบนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไป จนเป็นสาเหตุของพฤติกรรมมากมายที่ไร้เหตุผลของมนุษย์และยากที่จะกำจัด

และเรื่องที่มนุษย์ตัดสินใจโดยขาดสติ หรือเหตุผลมากที่สุดในยุคปัจจุบัน หนีไม่พ้นกับเรื่อง เงิน ๆ ทอง ๆ นั่นเอง

พฤติกรรมเกี่ยวกับเรื่องเงินทองของมนุษย์ที่ไม่ค่อยมีเหตุผลนั้นมีหลายอย่าง แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดนั้นหนีไม่พ้น "ความกลัวขาดทุน" เพราะ ความรู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนนั้น เป็นความรู้สึกที่เข้มข้น และรุนแรงมากกว่าความรู้สึกยินดีเมื่อมีกำไร โดยเฉลี่ยแล้ว มนุษย์จะรู้สึกแย่จากการขาดทุนมากกว่าความรู้สึกดีใจเมื่อได้กำไร แม้จะเป็นตัวเงินเท่า ๆ กัน มนุษย์จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกนี้ให้ได้ รวมถึงการยอมสละโอกาสที่จะได้กำไรมากเกินไปด้วย

สมมติว่ามีข่าวร้ายบางอย่างเกิดขึ้นกับหุ้นที่เพิ่งซื้อมาไม่กี่วัน ทำให้ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลง ใน สถานการณ์เช่นนี้ ความกลัวขาดทุนจะห้ามคุณไว้ไม่ให้ขายหุ้น เพราะการขายหุ้นตอนนี้จะเป็นการยอมรับการขาดทุน เป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" คุณ จะบอกตัวเองว่า ถือไปก่อน รอให้ราคาหุ้นเหวี่ยงขึ้นมาเท่ากับต้นทุนที่ตัวเองซื้อมา แล้วค่อยขายทิ้ง แต่เมื่อรอต่อไปแทนที่ราคาหุ้นมันจะขึ้นมากลับปรับตัวลดลงไปอีก ซึ่งทำให้คุณยิ่งไม่กล้า หรือไม่ยอมขายเข้าไปใหญ่ เพราะจะเป็นการขาดทุนหนักกว่าเดิม

เมื่อมาถึงจุดนี้ บางคนจะเริ่มหลอกตัวเองว่า เราต้องการลงทุนระยะยาว ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกที่ซื้อหุ้นตัวนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะถือมันยาวตั้งแต่แรก หลังจากนั้นเมื่อราคาหุ้นร่วงลงมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกกลัวขาดทุน จะแปรเปลี่ยนกลายเป็นความรู้สึกสิ้นหวังแทน คราว นี้คุณอยากจะขายหุ้นตัวนี้ออกไปให้เร็วที่สุดซึ่งโดยมากการขายหุ้นช่วงนี้ก็ สายไปเสียแล้ว เพราะราคาหุ้นได้ตกต่ำลงมากจนสะท้อนความเลวร้ายของข่าวคราวที่เกิดขึ้นไปหมด สิ้น บ่อยครั้งที่ราคาหุ้นจะเริ่มขึ้นอีก หลังจากคุณได้ขายหุ้นในสถานการณ์นี้ในเวลาไม่นาน ซึ่งจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้คุณเป็น 2 เด้ง

ในทางตรงข้าม ความกลัวนั้นทำให้คุณมองหุ้นที่ได้กำไรเป็นหุ้นที่มีความเสี่ยงต่อการลดลงของราคา เมื่อ ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นคุณก็จะขายออกไปก่อน เพราะหากไม่รีบขายแล้วหุ้นปรับตัวลงมาทำให้กำไรหายไป ทุกครั้งที่หุ้นขึ้น คุณจึงอดไม่ได้ที่จะรีบชิงขายหุ้นออกไปเพื่อเก็บกำไรเข้ากระเป๋า เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่คุณเลือกหุ้นถูกตัวก็มักได้กำไรเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเลือกผิดกลับขาดทุนอย่างหนัก การลงทุนแบบนี้จึงยากจะได้ผลตอบแทนที่ดี

พฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของนักลงทุนที่พื้นฐานมาจากความกลัว ได้แก่การ "ซื้อเฉลี่ยขาลง" การ ซื้อหุ้นที่ยังขาดทุนอยู่เพิ่มขึ้น เพื่อเฉลี่ยให้ต้นทุนต่อหุ้นของตนเองต่ำลง เป็นวิธีหลอกตัวเองอย่างหนึ่งว่าไม่ได้ขาดทุนมาก หากลองคิดให้ดีจะพบว่า การซื้อเฉลี่ยขาลง หากสถานการณ์ไม่เข้าข้างเรา ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงไปอีก แทนที่คุณจะขาดทุนกับเงินก้อนแรกก้อนเดียว กลับขาดทุนกับเงินใหม่ที่ใส่เข้าไปอีกด้วย และอันที่จริงแล้ว หากคุณ"ซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของกิจการ" ตั้งแต่ต้นแล้ว ในไม่ช้าราคาของหุ้นจะกลับมาใหม่ได้เอง

นัก ลงทุนที่สามารถควบคุมความกลัวของตนเองได้ จะกล้ายอมรับความผิดพลาดทันทีที่ตัวเองคิดผิด เขาจะไม่หาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อจะถือหุ้นนั้นต่อไป แต่จะขายหุ้นทิ้ง (cut loss) ทันที โดยไม่สนใจว่าตนเองซื้อหุ้นมาที่ราคา หรือต้นทุนเท่าไหร่ ทำให้รอดพ้นจากการขาดทุนครั้งละมาก ๆ ได้ ในทำนองเดียวกัน เมื่อหุ้นที่ตนเองถืออยู่มีราคาสูงขึ้นหรือได้กำไร ก็จะถือหุ้นไว้ต่อไปตราบเท่าที่ยังไม่เหตุผลใดที่จะทำให้หุ้นปรับตัวลง (let profit runs)

คราวนี้มาลองดูด้านตรงข้ามกับข้างบนบ้าง ... มาพูดกันเรื่อง "ความโลภ" (Greed)

เริ่มกันด้วยตัวอย่างง่าย ๆ ... เคยมีคนสำรวจความเห็นของคนขับรถบนท้องถนน พบว่ากว่าร้อยละ 80 เชื่อว่า "ตนเอง" ขับรถอยู่ในกลุ่ม 25% แรกที่ขับรถได้ดีที่สุด (best quartile) ในบรรดาผู้ที่ขับรถบนท้องถนนทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง

สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมั่นใจในความสามารถของตนเองสูงกว่าความเป็นจริง หรือเกิด Overconfidence ซึ่งถือเป็นความไร้เหตุผลอย่างหนึ่งของมนุษย์

เคยยกตัวอย่างของตลาดหลักทรัพย์ไปแล้วครั้งหนึ่ง ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของ overconfidence ที่มีอยู่เต็มตลาด เพราะนักลงทุนเกือบทุกคนเชื่อว่าตนเองสามารถสร้างผลตอบแทน "ชนะ" ค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ หรือสามารถทำกำไรมาก ๆ ได้ (เพราะ ถ้าใครเชื่อว่าตัวเองลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้วจะขาดทุน คงไม่เสียสติที่จะเข้ามาลงทุนอย่างแน่นอน) ซึ่งในระยะสั้นนั้น ตลาดหลักทรัพย์มีลักษณะเป็น zero-sum game คล้าย คลึงกับการพนัน คือมีคนได้เงิน หรือได้กำไรจากการซื้อ หรือขายหุ้น ก็ต้องมีคนเสียเงิน หรือขาดทุน จากการซื้อ-ขายหุ้นอย่างแน่นอน (ไม่งั้นเงินมันจะงอกมาจากไหน จริงมะ)

นักลง ทุนที่ตกอยู่ภายใต้ภาวะมั่นใจมากเกินไป (เกิดความโลภ) มีแนวโน้มที่จะซื้อขายหุ้นบ่อยขึ้น ความเชื่อว่าตนเองเก่งกว่าคนส่วนใหญ่จะทำให้รู้สึกว่า การขายหุ้นออกไปก่อนแล้วกลับไปรับหุ้นอีกครั้งที่ราคาต่ำกว่าเดิม (short against port) เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ง่าย ๆ แต่ในความเป็นจริง การ short against port โดยเฉลี่ยกลับให้ผลตอบแทนไม่ต่างจากการถือหุ้นตามปกติ

ความ มั่นใจมากเกินไป ยังทำให้นักลงทุนมีความคาดหวังเกี่ยวกับผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนใน ตลาดหุ้นสูงเกินความเป็นจริง นักลงทุนจำนวนไม่น้อย หวังจะได้กำไรจากหุ้นอย่างน้อยปีละ 50% ในขณะที่นักลงทุนในตำนานอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Warren Buffett ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 22-23% และไม่มีปีใดเลยที่เขาทำผลตอบแทนได้เกิน 50% ตลอดชีวิตการลงทุนกว่า 40 ปี

ในระยะยาวแล้วตลาดหุ้นสามารถให้ผลตอบแทนเฉลี่ยได้เท่ากับผลตอบแทนของการทำธุรกิจเท่านั้น คือประมาณ 10-15% ต่อปี



กล่าว คือ ผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะสั้น สามารถแตกต่างจากผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวเป็นอย่างมากได้ ซึ่งต่างจากผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนประเภทอื่น เช่นตราสารหนี้ หรือการฝากเงินในธนาคาร ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยในแต่ละปีจะใกล้เคียงกัน สำหรับการลงทุนในหุ้นแล้ว การได้รับผลตอบแทน 100% ต่อปี ในปีใดปีหนึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และถ้าลงทุนได้ยาวนานพอ ก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน อย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงของการลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของเราจะทำได้สูงปานนั้น

เป็นที่น่าสังเกตว่า เรามักจะได้ยินข่าวคราวของคนที่ได้กำไรงามจากตลาดหุ้น หรือคนโน้น คนนี้เป็นเซียน มากกว่าการขาดทุน เนื่องจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า survivorship bias หรือ "คนตายไม่ได้พูด" เพราะ คนที่ออกมาคุยโม้โอ้อวด ส่วนใหญ่มักจะคุยหรือบอกแต่ตอนที่ตนเองได้กำไร แต่ไม่ได้บอกว่าตนเอง ขาดทุนไปกี่ครั้ง เป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ นอกจากนี้คนที่ขาดทุนจากตลาดหุ้นจำนวนมาก ยอมแพ้และถอนตัวเองออกจากตลาดไปอย่างเงียบ ๆ ทั้งสิ้น

ผู้ คนที่เข้ามาลงทุนในตลาดระยะแรก แล้วได้กำไรงาม มักเป็นเหยื่ออันโอชะของตลาด เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักติดกับดักของผลตอบแทนได้ง่าย ทำให้เกิดความมั่นใจ (ว่าข้าเก่ง หรือเป็นเซียน) และเมื่อเกิด overconfidence ก็จะนำเงินจำนวนมากกว่าเดิมมาลงทุนเพิ่มอีก เพื่อหวังผลตอบแทนให้มากขึ้น เมื่อเวลาตลาดหุ้นปรับฐาน (market correction) เพื่อปรับผลตอบแทนเฉลี่ยให้เข้าใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ตลาดหุ้นก็มักจะ "ทวงกำไร" ที่เคยมอบให้คืนกลับไปหมด และจำนวนไม่น้อยที่ทวงเอาต้นทุนส่วนหนึ่งของนักลงทุนติดไปด้วย

การ ลงทุนในตลาดหุ้น นักลงทุนจึงไม่ควรคาดหวังผลตอบแทนสูงเกินความเป็นจริง เพราะทำให้ติดกับดักแห่งความมั่นใจ ถ้าทำกำไรได้มากกว่านั้น ถือเสียว่าเป็นกำไรชีวิต

Overconfidence หรือความโลภนั้นเป็นอันตรายมากกว่าความกลัวขาดทุนเสียอีก เพราะ ตราบใดที่นักลงทุนยังมีความกลัว จะไม่มีวันทุ่มสุดตัว ทำให้แม้ว่าจะขาดทุนก็ไม่ถึงกับหมดตัว โดยทั่วไปแล้วช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของนักลงทุน คือช่วงที่นักลงทุนได้กำไรใหม่ ๆ เพื่อความมั่นใจของเขาจะสูงขึ้นมาก บางคนถึงกับกู้เงินมาเล่นเพิ่ม (margin) เมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็จะกลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวในที่สุึด

-------------------------
ข้อแนะนำของผู้ต้องการลงทุน "ระยะยาว" เพื่อหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากจิต *เน้นว่าระยะยาวเท่านั้น ถ้าท่านไม่ต้องการลงทุนแบบระยะยาว อย่าอ่านข้อความด้านล่างนี้*

1. เลือกลงทุนเพื่อร่วมเป็นหุ้นส่วนในกิจการที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น นี่ จะเป็นการตั้งเป้าหมายโดยมองธุรกิจของกิจการที่เราร่วมลงทุนเป็นหลัก และเฝ้าดูการดำเนินกิจการ การเติบโตและผลกำไรของการดำเนินกิจการ ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่า แทนการเฝ้าดูราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีการขึ้นลงเป็นประจำทุกวัน ทำให้เราลดความกลัว และความโลภลงได้ เพราะในที่สุดแล้วไม่ว่าราคาหุ้นในระยะสั้นมันจะขึ้น หรือลง แต่ราคาหุ้นในระยะยาวนั้นขึ้นกับผลประกอบการของกิจการเท่านั้น ราคาที่เราเฝ้าดูตรงหน้าจอนั้นอาจทำให้เกิดความละโมบ (ดีใจที่ราคาหุ้นขึ้นสูงกว่าต้นทุน) หรือความกลัวหรือเสียใจ (ที่ ขาดทุนจากหุ้นมันราคาลงต่ำกว่าที่ตัวเองซื้อมา) เพราะแม้ว่าเราจะกำไรหรือขาดทุน แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเราเอง (หรือนัยหนึ่งคือ ทางบัญชี) เพราะถ้าเราตั้งใจจะลงทุนระยะยาวตั้งแต่แรก การถือหุ้นนั้นไม่ได้ตั้งใจจะขายในช่วงนั้น จะขาดทุนหรือกำไรได้อย่างไร

2. อย่าเฝ้าดูหน้าจอ การเปลี่ยนแปลง ความผันผวนของราคาหุ้น (สีเขียว ๆ แดง ๆ ของราคาหุ้น) เพราะสิ่ง ที่จะเป็นตัวกระตุ้นการใช้อารมณ์เหนือเหตุผลของนักลงทุนได้ดีที่สุด ไม่ใช่ข่าว (ดีหรือร้าย) แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่เราเฝ้าดูนี่แหละ ที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถดำรงวินัยของการลงทุนของตนเองได้

การบังคับให้ตนเองสามารถดูราคาหุ้นได้เพียงเดือนละ 1 ครั้ง (หรือ 6 เดิอนครั้ง) กลับสามารถทำให้ผลตอบแทนของเราดีขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าเป้าหมายและกลยุทธ์การลงทุนของเราจะเป็นระยะยาวอย่างแน่ชัด และขจัดอารมณ์ที่บั่นทอนวินัยการลงทุนของเราไปได้ด้วย
เพื่อนผมก็พยายามสอนเรื่องการวิเคราะห์งบนี่ล่ะครับ แต่ผมไม่รู้เรื่องเหมือนกัน
หัวไม่ไปเรื่องบัญชีเอาซะเลย
สุดท้าย จึงเลิกสนใจแนว VI เพราะใจไม่เย็นพอด้วย

ตอน เข้าตลาดใหม่ๆ จะชอบอ่านหนังสือพิมพ์ทันหุ้น กับบทวิเคราะห์หุ้นจากโบรกต่างๆ ใช้เวลาประมาณครึ่งปี.....อนิจจา......ขาดทุนย่อยยับไปเกือบ 70% ของเงินที่ลงทุน

จนในที่สุดก็เข้าใจว่า โบรกพวกนี้มันอยู่ได้ด้วยค่า trade ของเรา เรากำไรหรือขาดทุนมันไม่สนหรอก ขอให้ยุพวกเรา ซื้อๆขายๆ ได้เป็นพอ
ถ้าพวกเรา VI กันหมด ซื้อแล้วอม ซื้อขายแค่ปีละครั้งสองครั้ง พวกมันอดตาย
พวกมันจึงต้องหลอกให้เราซื้อๆขายๆบ่อยที่สุด ด้วยการเขียนบทวิเคราะห์ผิดๆ

พวกโบรคชอบท่องอาขยานเหมือนๆกันว่า “หุ้นที่น่าสะสมตอนนี้ ..กลุ่มพลังงาน” แมร่ง สตรอเบอรี่...........
ดูกราฟ day 1 ปีย้อนหลังดิ ดูราคาวันนี้เมื่อปีที่แล้ว
ใครซื้อเจริญโภคภัณฑ์ CPF ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้กำไร 400%
ใครซื้อโรงงานยางศรีตรังเอโกร STA ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้กำไร 700 - 1000%
ใครซื้อหุ้นน้ำมัน PTT , PTTEP , PTTCH ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ตอนนี้นั่งร้องเพลงของป้าติ๊นา......”กลับมายืนที่เดิม”

เพราะหุ้นเกษตรและส่งออกปีที่แล้วเป็นขาขึ้นชัดเจน
ขณะ ที่แก๊งค์พลังงานไม่เป็นทั้งขาขึ้นขาลง แต่เด้งดึ๋งๆ จะขึ้นก็ไม่ถึงดวงดาวเดี๋ยวก็ร่วง จะร่วงไม่นานเดี๋ยวก็ขึ้น สุดท้ายกลับมาที่เก่า
ใครยึดติดว่าหุ้น ปตท. และก๊วนน้ำมัน เคยทำกำไรให้เขาอย่างงามในอดีตหลายปีก่อน ปีที่ผ่านมาเน่าสนิท
ถ้าแก๊งค์น้ำมันมันเล่นยากนัก ต้องวิแคะกราฟมหาโหด แล้วจะทู่ซี้เล่นทำไมล่ะครับ????

ผมชอบหุ้นเล่นง่ายครับ โง่เป็นฟายแค่ไหนก็กำไร อย่างปีที่แล้ว หุ้นสำหรับไอ้ทุยอย่างผมคือ STA TRUBB GFPT CPF
ขนาด โง่เป็นฟาย ขาดทุนไป 70% กับหุ้นซังกะบ๊วยมาก่อน พอตอนหลังผมจับสวนยางพาราแน่น แค่ 4 เดือน พอร์ตผมจากที่ติดลบ 70% กลายเป็น บวก 180% พอขายสวนยางก็ไปเล่นแม่มะลิ ได้มาอีกพอควร ปัจจุบันยังรอห่านทองคำตัวต่อไปอยู่ ช่วงนี้เล่นยาก อยู่เฉยๆซักพักดีกว่า


ปัจจุบันจึงเล่นแนวเทคนิกอย่างเดียว ผมเป็น TRADER ครับ
หาหุ้นที่เป็นขาขึ้นชัดเจน และแน่ใจว่าจะขึ้นต่อไป ใครบอกว่าแพงผมไม่สน
หุ้นที่ซื้อ ทำกิจการอะไรบางทีผมก็ไม่รู้หรอก รู้แต่ตัวนี้กราฟสวยกำลังวิ่ง ท่าทางปลอดภัย ผมงับเลย
เชื่อตำรากราฟว่า “กราฟไม่เคยหลอกเรา มีแต่เราที่หลอกตัวเอง”
ผมซื้อตามกราฟ ผมก็ขายตามกราฟ พอกราฟบอกว่า”ท่าทางไม่ดีแล้วล่ะตัวเอง” ผมขายทันที

สรุป ว่า ปัจจุบัน “เป็น Technical Trader เต็มตัว ไม่สนข่าว ไม่สนปันผล ไม่อ่านบทวิเคราะห์หุ้น เพราะมันหลอกให้เราขาดทุน ผมอ่านกราฟอย่างเดียว กราฟสวยลุยเลย”

ปล. พวกสินธรที่ซุ่มอ่านมาถึงตรงนี้ เอาผมไปด่าแน่นอน เค้าไม่เชื่อหรอกว่าวิธีผมจะถูกต้อง แต่เรื่องนี้เทคนิกใครเทคนิคมันครับ ผมถนัดแบบนี้ รวยมาด้วยวิธีนี้ใครจะทำไม?????
คนหนักแผ่นดินหลายคนชอบมาด่าว่าพ่ออยู่หัว
หาว่าพ่อหลวงร่ำรวยผิดปกติ
ช่างไม่คิดเลยว่า ราชวงศ์จักรีอยู่มาตั้งสองร้อยปี จะไม่ให้มีมรดกสืบทอดเลยหรือ??

ที่สำคัญ ราชสกุล "มหิดล" รู้จักประหยัดอดออม
และ ทำมาค้าขายยืนด้วยขาตัวเองมาแต่โบร่ำโบราณ
สมัยเด็กๆ พ่อหลวงอยากได้จักรยาน
สมเด็จย่ามีเงินซื้อ ยังไม่ยอมซื้อให้
สั่งให้พ่อหลวงไปเก็บออมเงินมาซื้อ
พ่อหลวงออมเงินอยู่หลายเดือน จึงทุบกระปุกมาถวาย ได้ครึ่งหนึ่งค่าจักรยาน
สมเด็จย่าจึงยอมออกเงินให้อีกครึ่งหนึ่ง

นี่พวกหนักแผ่นดินดูไว้ซะ พวกที่ไม่รู้บุญคุณแผ่นดินเกิด
ไม่รู้ว่าตัวเองมีลมหายใจอยู่บนแผ่นดินนี้ได้ด้วยบารมีใคร ดูไว้ซะ............
กษัตริย์ที่ไหนจะสอนลูกหลานให้ทำงาน หาเงินด้วยตัวเองแบบนี้???????

(APRINT = อมรินทร์พรินติ้ง เป็นบ.รับพิมพ์นิตยสารใหญ่ๆชั้นนำของไทย
รวมทั้ง The Secret ตัวนี้เป็นหุ้น VI ขนานแท้)

หลักการลงทุนระยะยาวในหุ้น หรือ Value invester เป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่นักลงทุนทุกท่านไม่ว่าจะลงทุนแบบใดควรศึกษา
อาทิตย์นี้ลองเล่น STA TRUBB ROBINS PTL ดูสิ
PTL , STA ปันผลไฮโซทุกปีนะ

ส่วนไอ้ตัวข้างล่างนี่ ผมแนะให้ใคร DCA ตัวนี้ทีไรโดนด่าทุกที....
หุ้นปั่นแล้วไง??? หุ้นปั่นที่ฐานแข็ง ราคานิ่งทั้งปี ขยับแค่สองปีครั้ง แต่จ่ายปันผลขนาดนี้...
มันน่ากลัวตรงไหน???

หลักการลงทุนระยะยาวในหุ้น หรือ Value invester เป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่นักลงทุนทุกท่านไม่ว่าจะลงทุนแบบใดควรศึกษา
โปรดสังเกตว่าที่จ่ายปันผลต่ำลง เพราะราคาหุ้นสูงขึ้น
ถ้าสองปีก่อน ซื้อไว้ตอน 1.5 บาท ขายวันนี้ 7.3 บาท รวยเละ
แต่ถ้าไม่ขาย อมไว้ ปีนี้จ่ายปันผลไปแล้ว 0.25 บาท
เฉพาะปันผลปีนี้หากทุนเรา 1.5 ก็เท่ากับ 16.67%

สนใจ DCA กันรึยัง
ลองไปดู CPF CPALL STA AIT ก็น่า DCA เหมือนกัน

หลักการลงทุนระยะยาวในหุ้น หรือ Value invester เป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่นักลงทุนทุกท่านไม่ว่าจะลงทุนแบบใดควรศึกษา
AIT ไม่แคร์สื่อ ราคาแพงขึ้นยังไงก็จ่ายปันผลสุดงาม
ถึงราคาจะไม่แกว่งบ้าเลือดอย่าง STEEL
แต่ปันผลแข็งแกร่ง ใครถือไม่ต้องเฝ้าราคา
ไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมทั้งพรรษาได้เลย

หลักการลงทุนระยะยาวในหุ้น หรือ Value invester เป็นการลงทุนแบบเน้นคุณค่าที่นักลงทุนทุกท่านไม่ว่าจะลงทุนแบบใดควรศึกษา
ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น