แนวทางการศึกษา Technical Analysis

แนวทางการศึกษา Technical Analysis


นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วงแรกยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อให้การลงทุนมีกำไรและไม่ขาดทุน หรือเอาตัวรอดได้ตลอดรอดฝั่ง กระทู้นี้ผมตั้งใจเขียนให้กับนักลงทุนมือใหม่ หรืออาจจะเพิ่งเริ่มเข้ามาในวงการหุ้นได้นำไปพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางว่าตนเองจะหาเครื่องมือในการลงทุนอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้การลงทุนประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้
เครื่องมือที่ใช้ในการลงทุนหลักๆแบ่งออกเป็น
1. การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานจากกิจการของบริษัท เช่น P/E P/B EPS DPS %Yield Market Cap % EPS Growth เป็นต้น
2. การวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลทางเทคนิค ( Technical Analysis ) โดยใช้การแปลข้อมูลจากกราฟเพื่อให้ทราบว่าในขณะนั้นราคามีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพื่อหาโอกาสในการเก็งกำไร
3. การใช้วิธีที่ 1 และ 2 ผสมกัน โดยศึกษาข้อมูลพื้นฐานของกิจการบริษัทที่เราสนใจ แล้วนำมาหาจังหวะเข้าลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ในบทความนี้ ผมจะให้แนวทางเฉพาะการศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค ตามวิธีที่ 2 เท่านั้น ซึ่งผมยึดตามความรู้จากประสบการณ์ที่ผมศึกษามา อาจมีข้อผิดพลาด อันเนื่องข้อจำกัดด้านสติปัญญา หรือมีความเห็นไม่เหมือนท่านอื่นๆก็ได้ ให้ถือว่าเป็นการแนะนำเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะครับ

แนวทางการศึกษา Technical Analysis จะศึกษาเกี่ยวกับ
1. แนวโน้มราคาหุ้น ( Trend ) เพื่อที่เราจะทราบได้ว่าราคาหุ้นในขณะนั้นเป็นขาขึ้น หรือขาลงใน Time frame ใด และมันจะคงอยู่ต่อไป หรือสิ้นสุดเมื่อไหร่ ทราบได้อย่างไร ?
2. ความเร็วของการเปลี่ยนแปลงของราคาจากแรงซื้อแรงขาย ( Momentum) เช่น ขณะนี้ราคาหุ้นตัวนี้มีแรงซื้อแรงขายเป็นอย่างไร มีนักลงทุนสนใจลงทุนหรือเก็งกำไรมากน้อยแค่ไหน ราคาเปลี่ยนแปลงเร็วจากความโลภและความกลัวของนักลงทุนมากน้อยแค่ไหน
3. รูปแบบของกราฟราคา ( Price Patterns ) ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และอาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เช่น รูปแบบกราฟแท่งเทียน ( Candlestick chart patterns ) รูปแบบกราฟลักษณะต่างๆ ( Chart Patterns ) และรูปแบบราคาตามทฤษฎีคลื่น Elliott Wave
4. ระบบที่ให้สัญญาณซื้อขายที่เหมาะสมกับการลงทุนของเรา ( Trading System ) ซึ่งจะเป็นการนำ 3 ข้อข้างต้นมาใช้ร่วมกัน หรืออาจสร้างระบบใหม่โดยอาศัยความรู้พื้นฐานจากทั้งสามเรื่องข้างต้นนำมาสร้างระบบที่ให้สัญญาณซื้อ/ขายที่สามารถให้ผลตอบแทนที่เราพอใจ เมื่อเราทำตามระบบเทรดนั้น
เราจะลองมาดูกันว่า ในแต่ละข้อ จะมีอะไรบ้าง พอสังเขป เพื่อให้เห็นภาพและพอเข้าใจในการนำไปศึกษาต่อให้ลึกซึ้งมากขึ้นต่อไป
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


1. การศึกษาแนวโน้มราคาหุ้น ( Trend )
  เราคงคุ้นเคยกับคำที่ว่า “ Trend Is Your Friends “  มาบ่อยๆ  ความหมายก็คือ หากเราเลือกลงทุนหุ้นที่มีแนวโน้มขาขึ้นได้ถูกตัวแล้ว ราคาหุ้นมันจะค่อยๆปรับตัวขึ้นไปเรื่อยตราบเท่าที่แนวโน้มราคาหุ้นขาขึ้นยังคงอยู่  ซึ่งจะให้ผลตอบแทนอย่างสูงกับนักลงทุน  ซึ่งจะแตกต่างกับหุ้นที่ยังไม่มีแนวโน้มทิศทางราคาที่แน่นอนหรืออยู่ในภาวะ “ Sideway “  ซึ่งราคาหุ้นจะวิ่งอยู่ในกรอบราคาบนและกรอบราคาล่างในระดับหนึ่งซึ่งมักจะให้ผลตอบแทนต่ำ หรือบางครั้งอาจขาดทุนในการเทรดด้วยซ้ำ  ซึ่งนักเทคนิคมักจะเลือกที่จะไม่ค่อยลงทุนกันในช่วงนี้  จึงทำให้ระยะนี้ ปริมาณการซื้อขายจะมีน้อยกว่าช่วงที่ตลาดมีแนวโน้มชัดเจน
      เครื่องมือที่เราจะนำมาใช้ในการบอกแนวโน้มราคาหุ้น   เช่น
- Trendlines  โดยลากเส้นดูการเคลื่อนที่ของราคา  และยังใช้บอกแนวรับแนวต้านทางทฤษฎีได้ด้วย
- Regression Channels  ชนิดต่างๆ  เช่น  Raff Regression Channel
- Srandard Error correction Channels / bands  ต่างๆ
- Moving Average  แบบต่างๆ ( เช่น  SMA  EMA  GMA  เป็นต้น )
-Multiple Moving Averages (  Double Or triple Moving Averages Or  Guppy MA Or Rainbow MA )
-Direction Movement System ( ADX )
-Moving Average Convergence Divergence  ( MACD )
-Parabolic SAR
-Andrews’ Pitchfock

ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในระดับ Advance ยังดัดแปลงนำ Trend Indicators เหล่านี้ ไปสร้างเป็น Indicators อื่นๆได้อีกมากมายหลายร้อยแบบ แต่พื้นฐานหลักการก็จะนำมาจากแนวคิดข้างต้นเพื่อใช้บอกภาวะและทิศทางของราคา เช่น เส้นค่าเฉลี่ย Moving Average  ซึ่งใช้บอกต้นทุนของราคาหุ้นในช่วงเวลานั้นๆ เช่นค่า SMA-50 วัน อยู่ที่ 120 บาท หมายความว่าหากเราซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคาปิดทุกวัน ครบ 50วัน ต้นทุนราคาหุ้นเฉลี่ยจะอยู่ที่ 120 บาทต่อหุ้นเป็นต้น   หรือ   MACD ก็นำพื้นฐานของ MA มาปรับปรุงเพื่อใช้บ่งบอกสัญญาณซื้อขายและบอกแนวโน้มราคาและบอกสภาวะความขัดแย้ง ( Divergence )  ได้ ทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เป็นต้น
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


2. Momentum  คำนี้ในทางเทคนิคจะหมายถึงแรงซื้อและแรงขายที่กระทำต่อทิศทางราคา หรือจะให้เข้าใจง่ายๆมันใช้บอก ความโลภและความกลัว ของนักลงทุนต่อราคาหุ้นในขณะนั้น  หากค่าของ Indicators ในกลุ่มนี้สูง จนเกิดภาวะซื้อมากเกินไป ( Overbought ) หมายถึงนักลงทุนมีมุมมองที่ดีต่อราคาหุ้นตัวนั้นว่าราคาจะปรับขึ้นได้อีก จนมีแรงซื้อเข้ามามาก (ความโลภ) จนเกินไป  ซึ่ง Indicators ในกลุ่มนี้จะให้สัญญาณเตือนให้เราระมัดระวังในการเข้าลงทุน  แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะปรับขึ้นต่อไปไม่ได้อีก     ตรงกันข้ามกับภาวะขายมากเกินไป ( Oversold ) ที่ Indicators ในกลุ่มนี้ จะบอกถึงความกลัวของนักลงทุนที่จะเข้าลงทุนเพราะราคาหุ้นปรับตัวลงไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนกลัวว่าราคาจะปรับลงไปได้อีกจึงขายออกมา หรือรอให้มีแรงซื้อเข้ามาจนราคาเกิดการปรับตัวขึ้นจากโซนที่เกิด Oversold นั้นก่อนจะเข้าลงทุน

    Indicators ในกลุ่มที่ใช้บอก Momentum นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ตามกขอบเขตของค่าสูงสุดและต่ำสุด ดังนี้
1. Boundary Momentum Oscillators   กลุ่มนี้จะมีขอบเขตค่าสูงสุดและต่ำสุดที่แน่นอน เช่น ค่า RSI จะอยู่ระหว่าง  0 – 100 เท่านั้น ไม่มากหรือน้อยกว่านี้  นอกจากนี้ยังมี STOCHASTIC Oscillator   , CCI เป็นต้น
( ตัวอย่างภาพ  Boundary Oscillators )
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


2. Unboundary Momentum Oscillators  กลุ่มนี้จะไม่มีขอบเขต ค่าสูงสุดหรือต่ำสุดที่แน่นอน ขึ้นกับราคาหุ้น เช่น MACD  หุ้นราคา 5 บาท กับหุ้นราคา 50 บาท จะมีขอบเขตค่าสูงสุดและต่ำสุดต่างกันอย่างมากเป็นต้น นอกจากนี้ยังมี  Rate of Change ( ROC )

   ***  หมายเหตุ  คำว่า Oscillators จะเป็นกลุ่มหนึ่งใน Indicators ซึ่งลักษณะของค่าของ Oscillators จะมีลักษณะวิ่งแกว่งขึ้นลงอยู่ในกรอบขอบเขต หรือ อาจวิ่งขึ้นลงระหว่างเส้น Zeroline  (เส้น 0 )
            (  ตัวอย่างภาพ Unboundary Oscillators )
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


ประโยชน์ของกลุ่ม Momentum Oscillators
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


ลักษณะทั่วไปของรูปแบบการเคลื่อนที่ของ Momentum Oscillators
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


Redistribution of Momentum Oscillator
   เป็นลักษณะการแสดงถึง ภาวะที่เกิดการเก็งกำไร หลังจากราคาหุ้นขึ้นไปและมีการปรับตัวลงมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ลงมาถึง t phase  แต่นักลงทุนพยายามไล่ราคาให้ราคาหุ้นวิ่งกลับขึ้นไปใหม่จนมี new high แต่ Momentum Oscillators ไม่สามารถทำ new high เหมือนราคาได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


Divergence    จะเป็นการเตือน ถึงความผิดปกติของราคาหุ้นและ Momentum Oscillators ที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่ Momentum Oscillators ไม่สามารถทำค่าสูงสุดใหมาได้เหมือนราคา  ลักษณะนี้จะเตือนว่าราคาจะมีการปรับตัวลงในช่วงสั้นในระยะเวลาอีกไม่นาน
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


Regular  Divergence  หรือ  Classic Divergence
จะเป็นรูปแบบที่เราพบเห็นกันบ่อยๆ ในภาวะที่ราคาหุ้นร้อนแรง ทั้งขาขึ้นและขาลง ก่อนที่ราคาหุ้นจะกลับตัว หรือรีบาวร์
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


ตัวอย่าง การเกิด Classic Divergence  ก่อนราคาหุ้นจะกลับตัว
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


Hidden Divergence
จะเป็นสัญญาณเตือนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะบอกเราว่า  แนวโน้มราคาเดิมที่เป็นมานั้น จะยังไม่สิ้นสุด และแนวโน้มราคาจะยังคงอยู่ต่อไป หลังการปรับตัว หรือ รีบาวร์ระยะสั้น
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


ภาพตัวอย่างการเกิด Bearish Hidden Divergence ในขาลง เมื่อราคาหุ้นรีบาวร์แต่ราคาไม่สามารถทำราคาสูงกว่า Peak ก่อนหน้าได้   แต่ Momentum Oscillator ทำ Peak สูงกว่ายอดก่อนไปแล้ว  เมื่อราคากลับทิศลงต่อ  จะทำให้ราคาเกิด New low  ได้ เพราะแนวโน้มขาลงยังไม่สิ้นสุด
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


การหาจุดขายในตัวอย่างข้างต้น  โดยขายเมื่อราคาหลุด เส้น Support Trendline ลงมาถือเป็นสัญญาณขายทันที
แนวทางการศึกษา Technical Analysis


จากบทความที่เขียนมาข้างต้น เป็นเนื้อหาพื้นฐานคร่าวๆ เพื่อให้พอรู้ว่า เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอะไรบ้าง   หลังจากนี้ เราก็ต้องลงไปศึกษาค้นคว้าต่อว่า  การใช้ Indicators แต่ละชนิดมีหลักการใช้อย่างไร และมันมีข้อจำกัดอย่างไรบ้าง เพื่อว่าเมื่อเราจะนำมาใช้จพได้ไม่ตีความผิดพลาด หรือใช้ในการให้สัญญาณผิดในการซื้อหรือขาย จนทำให้เสียหายได้เพราะใช้ไม่ถูกหลักการหรือใช้เครื่องมือไม่เป็น

     ส่วนหลักการ  Indicators ในแต่ละตัว  ผมจะนำมาลงให้ในโอกาสต่อไปนะครับ เพราะเนื้อหาค่อนข้างเยอะครับ

           ด้วยความเคารพรักนักลงทุน

                   kitty63
อ่านต่อ...


แนวทางการศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิค ( ภาค 2 )



ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น