แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2

แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ในบทความครั้งก่อน ได้กล่าวนำให้ผู้ที่สนใจได้พอเห็นกรอบแนวทางการศึกษาการวิเคราะห์ทางเทคนิคอย่างกว้างๆ ในบทความนี้ จะลงลึกถึงการใช้ Indicators ที่เรามักพบเห็นกันบ่อยๆในโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น ซึ่ง Indicators เหล่านี้จะมีในทุกโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น เพราะเป็น Indicators พื้นฐานและเรียนรู้ได้ไม่ยากนัก แต่การแปลความหมายให้เข้าใจลึกซึ้งและใช้ได้ถูกต้อง ก็ไม่ง่ายเช่นกันหากไม่มีผู้คอยชี้แนะ เมื่อเกิดข้อสงสัย
*** หมายเหตุ .. หลักการใช้ Indicators ในบทความนี้อาจเหมือนหรือมีบางจุดที่แตกต่างกับตำราอื่นๆ เพราะผมนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเพิ่มเข้าไป เพื่อต้องการใช้ตอบข้อสงสัยในการใช้งานจริงของผม หรือบางส่วนผมใช้บางเทคนิคเพื่อเพิ่มการยืนยันหรือทำให้การใช้ Indicators นั้นมีประสิทธิภาพหรือความแม่นยำมากขึ้น ซึ่งผมไม่ยืนยันว่าเทคนิคเหล่านี้จะใช้ได้ดีสำหรับท่าน กรุณาใช้วิจารณญาณในการนำไปใช้ และควรจะมีการทดสอบย้อนหลังก่อนว่า สามารถให้ผลตอบแทนที่ท่านพอใจ ก่อนจะนำไปใช้ทุกครั้ง ........

Indicators หลักๆ ที่จะนำมาอธิบาย จะมีประมาณ 8 ชนิด
- Moving Average เส้นค่าเฉลี่ยชนิดต่างๆ
- Moving Average Convergence Divergence ( MACD )
- Directional Movement System ( ADX )
- Stochastic Oscillators
- Commodities Channel Index ( CCI )
- Relative Strength Index ( RSI )
- Parabolic SAR
- Boolinger Bands


1.  Moving Average  เส้นค่าเฉลี่ย หมายถึงราคาหุ้นโดยเฉลี่ยย้อนหลังตามระยะเวลาที่กำหนดไว้  เช่น MA 10 วัน อยู่ที่ 15 บาท   หมายถึงหากเราซื้อหุ้นตัวนั้นที่ราคาปิดทุกวันย้อนหลัง 10 วันจะได้ราคาเฉลี่ยเท่ากับ 15 บาทต่อหุ้น
   สมมติว่าราคาหุ้นวันนี้อยู่ที่ 17  บาทต่อหุ้นซึ่งสูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน (อยู่ที่15 บาท )  ซึ่งจะมีความหมายว่านักลงทุนมองว่าหุ้นตัวนี้น่าจะมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นได้อีกในระยะสั้นจึงยอมซื้อที่ราคา 17 บาทสูงกว่าคนอื่นๆที่มีต้นทุนเพียงแค่ 15 บาทในระยะเวลาย้อนหลังเพียงแค่ 10 วันเท่านั้น  ดังนั้นราคาที่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยจะมีความหมายถึงสัญญาณที่ดีที่นักลงทุนมองหุ้นตัวนั้น   แต่ในทางตรงกันข้าหากราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย เช่นราคาหุ้นในปัจจุบันอยู่ที่ 13 บาทต่อหุ้น และเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันอยู่ที่ 15 บาท  ก็จะหมายถึงมุมมองของนักลงทุนเป็นลบต่อราคาหุ้นตัวนั้น เพราะแสดงว่าคนที่ซื้อลงทุนหุ้นนั้นไปในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา10 วันนั้นขาดทุนเพราะราคาปัจจุบันต่ำกว่าต้นทุนที่ซื้อหุ้นนั้น
ดังนั้นในทางเทคนิคเมื่อราคาหุ้นลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ จึงทำให้เกิดสัญญาณขายหุ้นนั้นออกมา และเมื่อราคาหุ้นสามารถขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ได้ ก็จะทำให้เกิดสัญญาณซื้อขึ้นมาเช่นกัน
เส้นค่าเฉลี่ยมีหลายแบบ ขึ้นกับผู้สร้างสูตร หรือเขียนโค้ดโปรแกรมขึ้นมา แต่จุดมุ่งหมายก็เพื่อต้องการแปลข้อมูลราคาเฉลี่ยย้อนหลัง บางแบบต้องการให้ถ่วงน้ำหนักการคำนวณในวันล่าสุดมากกว่าวันก่อนหน้านั้น เพื่อให้ข้อมูลใกล้เคียงสถานการณ์กับปัจจุบันมากที่สุด  แต่ในส่วนตัวมักใช้เพียง SMA  หรือ EMA เท่านั้น  ส่วนแบบอื่นๆแทบไม่ได้ใช้เลยนอกจากจะพบในบางสูตรที่ผู้เขียนโค้ด Indicators นั้นๆนำในใช้  ( ดังรูป )

   ส่วนรายละเอียดของแต่ละชนิด หากผู้อ่านสนใจ สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากเวป โดยค้นจาก Google ก็ได้ จะไม่อธิบายในบทความนี้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ต่อไปเราจะมาดู หลักการใช้เส้นค่าเฉลี่ย ว่านำไปใช้ในการแปลผลอะไรได้บ้าง
1. ใช้เส้นค่าเฉลี่ยบอกสัญญาณซื้อหรือขายได้ เมื่อราคาตัดเส้นค่าเฉลี่ย ( Price Cross Over Moving Average)
2. ใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 ระยะเวลา(เส้น) เพื่อให้สัญญาณซื้อหรือขาย ( Double Cross Over )
3. ใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการบอกแนวโน้มราคาหุ้นได้ ( Trend Identification )
4. ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเพื่อบอกแนวรับหรือแนวต้านได้ ( Support & Resistance )
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


บทสรุปแนวคิดในการใช้ เส้นค่าเฉลี่ย ต่างๆในการแปลผล
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Moving Average Convergence Divergence ( MACD )
ผู้คิดสูตรนี้ขึ้นมาคือ นาย Gerald Appel  โดยใช้พื้นฐานแนวคิดจากเรื่องเส้นค่าเฉลี่ย นำมาเขียนสูตรเพื่อใช้ในการบอกจุดสัญญาณซื้อและสัญญาณขาย  และใช้บอกแนวโน้มราคาหุ้นว่าเป็นขาขึ้นหรือขาลง  และยังใช้ให้สัญญาณเตือนความขัดแย้งของราคาหุ้นกับ Momentum ได้
ในสูตร MACD จะเกิดจากการใช้เส้นค่าเฉลี่ยแบบ EMA 12 periods ( เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น ) ลบด้วยค่า EMA 26 periods (เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว)
     EMA12 – EMA26   > 0    ,   ค่า MACD > 0  แนวโน้มราคาหุ้นกำลังเป็นขาขึ้น  ( สัญญาณซื้อ 1)
    EMA 12 –EMA26  < 0  ,  ค่า MACD < 0  แนวโน้มราคาหุ้นกำลังเป็นขาลง  ( สัญญาณขาย 1)
นอกจากนี้ นาย Gerald Appel ยังเพิ่มเส้นค่าเฉลี่ยแบบ EMA 9 periods ให้กับเส้น MACD ขึ้นมาอีกเส้นหนึ่งเรียกว่าเส้น Signal เพื่อบอกทิศทางของเส้น MACD และให้สัญญาณซื้อขายได้อีกวิธีหนึ่ง โดย
  MACD  ตัดเส้น  Signal    ขึ้นมา เป็นสัญญาณซื้อ 2       และ หาก MACD ตัดเส้น Signal ลง จะเป็นสัญญาณขาย 2
จะเห็นว่า มีสัญญาณซื้อ/ ขาย เกิดขึ้นได้จากทั้ง 2 วิธี  ข้างต้น

ส่วน MACD Histogram นั้น จะเป็นค่าส่วนต่างระหว่าง MACD  กับค่าของ Signal   เมื่อนำมาปรากฎในกราฟเราจะเห็นภาพได้ง่ายว่ามาแถบพื้นที่อยู่บน หรือล่างเส้น Zero line ( เส้น 0 )     ตรงจุดนี้ สำหรับมือใหม่ต้องทำความเข้าใจดีๆ  ว่า MACD Histogram มันเกิดจากค่าความแตกต่างระหว่าง MACD กับค่าของเส้น Sgnal ดังนั้น หากเส้น MACD ตัดกับเส้น Signal พอดี ก็จะทำให้ค่า MACD = 0   และหาก เส้น MACD ตัดเส้น Signal ขึ้นไปได้ ( มีค่ามากกว่า ) เราก็จะเห็นค่า MACD Histogram มีค่าเป็นบวก หรือเห็นแถบพื้นที่อยู่เหนือเส้น Zero line
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ต่อไป จะสรุปหลักการนำ MACD  ไปใช้ในการแปลผล
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ข้อควรระวังในการใช้ MACD ในการให้สัญญาณซื้อขาย
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Directional Movement System   (  DMS )
Indicator ตัวนี้ ผมให้ความสำคัญค่อนข้างมาก และแนะนำให้มือใหม่ หรือนักลงทุน ควรที่จะศึกษาและนำไปใช้ เพราะความน่าเชื่อถือสูงและมีความแม่นยำ สามารถนำไปเป็นระบบหลักในการให้สัญญาณซื้อขาย หรืออาจนำไปใช้ในการยืนยันสัญญาณซื้อขายจากระบบอื่นๆก็ได้
  ผู้ที่คิดสูตรนี้ขึ้นมาคือ Mr. Welles Wilder  คนเดียวกับผู้ที่คิดสูตร  RSI   ( Relative Strength Index )    โดยในระบบ DMS นี้จะประกอบด้วยค่า  3 ค่า ( เส้น 3 เส้น ) ซึ่งจะให้ความหมายแตกต่างกัน  และที่มาของสูตรคำนวณต่างๆ มากมาย ผมแนะว่ามือใหม่ไม่จำเป็นต้องจำหรอกครับ  ให้จำหลักการแปลสัญญาณจากเส้นกราฟ และวิธีการใช้งานก็พอแล้วครับ  ส่วนสูตรคำนวณหรือที่มาต่างๆ ใครสนใจก็ศึกษากันเองนะครับ
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


สูตรคำนวณ ของค่าต่างๆ
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


จบภาคคำนวณไป  เรามาดูที่ส่วนที่เราต้องการจะนำไปใช้กันจริงๆ ดีครับครับ

  หลักการใช้  Direction Movement System    ( ต่อไปนี้ ขอเรียกสั้นๆ ว่าระบบ ADX แล้วกันนะครับ จะใช้ง่ายหน่อย )

     บนกราฟ ระบบ ADX จะมีเส้น 3 เส้น  คือ

1. เส้น +DI   มีความหมายถึงแรงซื้อ  หากเส้นนี้ชี้ขึ้นจะบอกว่ามีแรงซื้อเพิ่มขึ้น หากเส้นชี้ลงแสดงถึงแรงซื้อลดลง
2. เส้น  – DI  มีความหมายถึงแรงขาย  หากเส้นนี้ชี้ขึ้นจะบอกวืมีแรงขายเพิ่มขึ้น  หากเส้นนี้ชี้ลงแสดงถึงแรงขายลดลง
3. เส้น ADX  เป็นเส้นที่แสดงถึงความแข็งแรงของแนวโน้ม (Trend )  ไม่ว่าจะอยู่ในขาขึ้นหรือขาลง หากเส้น ADX ชี้ขึ้นแสดงว่า Trend ขณะนั้นกำลังมีแรงเพิ่มขึ้น ( จะขึ้นแรงหรือลงแรง ก็อยู่ที่ว่าตอนนั้น เป็น Trend ขาขึ้นหรือขาลง )  แต่หากเส้น ADX ชี้ลงก็แสดงว่า Trend ในขณะนั้นกำลังอ่อนแรงลงด้วย
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่าง หน้าตากราฟ ระบบ ADX  จะมีเส้นสีเขียว ( +DI )    เส้นสีแดง ( -DI )  และเส้นสีน้ำเงิน ( ADX )   ในโปรแกรมมักจะให้เราตั้งค่าสีของเส้นได้ตามต้องการ
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


หลักการเรื่อง Extreme price    ใช้เพื่อยืนยันสัญญาณซื้อขายที่เกิดของระบบ ADX นี้ เพื่อลด Error ในการให้สัญญาณหลอก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงตลาด sideway  หรือช่วงที่ค่า ADX ยังมีค่าต่ำๆอยู่    ในบางตำราไม่กล่าวถึงเรื่องนี้  แต่ผมแนะนำให้นำไปใช้เพราะจะช่วยให้ลดการผิดพลาดของสัญญาณซื้อขายที่เกิดขึ้นได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ค่า  ADX  กับความแข็งแรงของ Trend
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ในภาพตัวอย่างนี้ แสดงสัญญาณขายจากระบบ ADX นี้ โดยสัญญาณขายเกิดขึ้นเมื่อ เส้น –DI  >  +DI  และเมื่อเส้น ADX เริ่มชี้ขึ้น ( มีเพิ่มเพิ่มขึ้น )  ราคาหุ้นก็จะลดลงมาเรื่อยๆ ตราบใดที่เส้น –DI ยังอยู่เส้น +DI  และเส้น ADX ยังมีค่าที่สูงอยู่แสดงถึงราคาหุ้นยังเป็นขาลงที่แรงอยู่ ใครที่มองว่าราคาหุ้นถูกแล้วก็จะมีถูกอีกไปเรื่อยๆ จนกว่า trend ขาลงจะอ่อนแรง แล้วเปลี่ยนเป็นขาขึ้นโดนดูจาก เส้น +DI ตัด เส้น –DI ขึ้นไปให้ได้ก่อนเสมอ
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


อีกตัวอย่างจะเป็นการแสดงถึง การที่เส้น ADX มีค่าสูงๆ ( มีแรงมาก ) แล้วค่อยๆชี้ลงหรืออ่อนแรงลงนั้น  ยังไม่ได้หมายความว่าราคาจะเปลี่ยนเป็นทิศทางตรงกันข้าม  แต่อาจเป็นเพียงการปรับตัว เพื่อสะสมกำลังขึ้นใหม่ก็ได้  ซึ่งการชี้ขึ้นรอบใหม่มักจะพบว่าราคาจะวิ่งขึ้นไปแรงกว่าเดิมจนทำราคาสูงสุดใหม่ แต่เส้น ADX อาจมี peak ที่ต่ำลง ( Bearish Divergence )  ลักษณะนี้จะเป็นการเตือนให้ระวังจะติดดอย  เพราะราคาใกล้จะลงจริงหรือต้องการลงไปปรับฐานมากกว่าครั้งก่อนหน้า  ต้องคอยสังเกตไว้ด้วย
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่างนี้แสดงสัญญาณซื้อ และขายจากระบบ ADX  และใช้เส้นค่าเฉลี่ย 20 วันมาประกอบด้วย  จะเห็นว่า สัญญาณซื้อขายจะเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


***  ระบบ ADX นี้ก็ยังมีข้อจำกัด ( จุดอ่อน ) ในการใช้เช่นกัน  เช่นเมื่อราคาเป็นขาขึ้นแรงๆ และเส้น ADX มีค่าสูง  เมื่อเข้าช่วงปรับฐานราคา เส้น ADX ชี้ลงไปเรื่อยๆ แต่ยังมีค่ามากกว่า 25-30  อยู่ และเส้น +DI > -DI  ซึ่งยังบ่งบอกว่าราคาหุ้นยังเป็นขาขึ้นอยู่ หากเราใช้ระบบADX อย่างเดียว อาจพลาดโอกาสที่จะขายหุ้นได้ในราคาดี หรือราคาสูงๆ เพราะกว่าที่เส้น +DI < -DI  นั้นอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งซึ่งระยะนั้นราคาหุ้นอาจปรับตัวลงมาเรื่อยๆ จนขาดทุนกำไรไปพอสมควร  ถึงจะได้กำไรมากอยู่ แต่ก็น่าจะมีวธีที่จะแก้ไขจุดบกพร่องเรื่องนี้ต่อไป เช่นเราอาจใช้ Parabolic SAR มาช่วยในการหาจุดทำกำไร ( Exit ) เมื่อ trend เริ่มอ่อนแรงลงก็อาจช่วยให้ขายได้ราคาสูงขึ้น ***

    เราสามารถนำเรื่อง ADX  ในการบอก Strength Of Trend   ไปใช้ประกอบกับ Indicators อื่นๆ ได้อีกมากมาย เพื่อให้เราสามารถเข้าลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับช่วงเวลาที่ราคาหุ้นกำลังจะเป็นขาขึ้น ซึ่งหากเราเลือกหุ้นที่เป็นขาขึ้นโอกาสของการขาดทุนก็แทบจะหมดไป  เหลือแต่จะกำไรมากหรือน้อย หรือจะขายหมู เท่านั้นเอง
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Stochastic  Oscillator

เป็นตัวหนึ่งในกลุ่ม Momentum Oscillators ที่เรานิยมใช้เช่นกัน  ซึ่งสามารถใช้บอกสัญญาณซื้อขายได้ทั้งในช่วงราคามีแนวโน้มชัดเจน และในช่วงราคา sideway    แต่มีวิธีการใช้จะแตกต่างกัน
     Stochastic Oscillator ตัวนี้ ผู้สร้างคือ Mr. George C. Lane   จุดประสงคืเพื่อใช้บอกว่า ราคาในขณะนั้นอยู่ในระดับสูงหรือต่ำเพียงใดเทียบกับราคาปิดในช่วงระยะเวลาที่กำหนด  ( ค่า Default อยู่ที่  14 periods  )
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Stochastic Oscillator จะมี 3 ชนิดคือ
1. Fast stochastic Oscillator
2. Slow Stocgastic Oscillator
3. Full Stochastic Oscillator
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


หลักการใช้ Stochastic Oscillator  และการแปลผล
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


วิธีพิจารณาการใช้ Stochastic Oscillator
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตลาดที่มีแนวโน้มชัดเจนแล้ว  การให้สัญญาณจะต้องสอดคล้องกับแนวโน้มหลักเสมอ

เช่น ในขาขึ้น ต้องรอให้อยู่ในช่วงราคาปรับตัวลงมาจนค่า Stochastic Oscillator ลงมาในเขต Oversold แล้วรอให้ราคา Breakout ขึ้นไปได้ ก็เข้าซื้อตามแนวโน้มหลัก
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ในภาวะตลาด Sideway  ราคาจะแกว่งอยู่ในกรอบราคาระดับหนึ่ง  เราสามารถใช้สัญญาณซื้อ/ขายจากการที่ค่า Stochastic Oscillator ขึ้นมาจาก OS Area  หรือลงมา OB Area ได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


เราใช้ Stochastic Oscillator เพื่อเตือนเรื่อง Divergence ได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Commodity Channel Index  ( CCI )

ผู้สร้างคือ Mr. Donald Lambert   เพื่อใช้เป็นตัวบอกจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของ Trend
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


การแปลผล
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


หลักการใช้  CCI   จะคล้ายกับหลักการใช้ Stochastic Oscillator  คือต้องเช็ค Trend ก่อนว่ามี trend หรือไม่
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ในภาวะตลาด sideway  ก็เทรดตาม OB / OS  area
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Relative Strength Index  (  RSI )

ผู้สร้างคือ Mr. Welles Wilder คนเดียวกับที่สร้างระบบ DMS
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ดูสูตรแล้วปวดหัว  ไปดูการใช้งานดีกว่า ว่า  RSI  จะใช้บอกอะไรได้บ้าง
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


1.  RSI  ใช้ภาวะ Overbought และ Oversold ได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


2.   RSI  เตือนเรื่อง Divergence ได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


3. RSI  ใช้บอกรูปแบบ Failure Swing  ซึ่งเตือนการกลับตัวของราคา  เราจะพบรูปแบบนี้ของ RSI ล่วงหน้าก่อนที่ราคาจะกลับตัวตาม
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


3...ต่อ รูปแบบ Failure Swing   (  Bearish Failure Swing ) จะเกิดช่วงปลายขาขึ้น ก่อนราคาจะปรับตัวลง เราอาจพบรูปแบบของ RSI คล้ายตัว M ที่จะทะลุเส้นแนวระนาบลงมา ล่วงหน้า ก่อนที่ราคาจะปรับตัวตามลงมา
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


4. เราสังเกตระดับการแกว่งตัวของค่า RSI เพื่อบอก trend ได้
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


5.  RSI  ใช้บอก Hidden Divergence ได้เช่นกัน
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Parabolic SAR

ผู้สร้างคือ Mr. Welles Wilder  คนเดิม จุดประสงค์เพื่อใช้เป็นระบบ Trailing Stop หมายความว่า ระบบจะเลื่อนจุดขายขึ้นไปเรื่อยๆตามราคาที่วิ่งขึ้นไปคูณด้วยอัตราเร่งค่าหนึ่ง  ต่อมาราคาวิ่งขึ้นไปช้าลงหรือมี Momentum ลดลงจนราคาลดลงมาถึงระดับค่า SAR ระบบก็จะแจ้งให้เราขายหุ้นออกมาก่อนหรือปิดสถานะไปก่อน  แต่ห้ามเปลี่ยนสถานะไป short หุ้นแทนเพราะยังไม่แน่ว่า แนวโน้มเดิมนั้นเกิดการเปลี่ยน trend เป็นขาลงจริงๆ   ระบบ Parabolic SAR นี้เป็นเพียงระบบช่วยป้องกันไม่ให้กำไรเปลี่ยนเป็นขาดทุน
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่างลักษณะ Parabolic SAR  จะเป็นลักษณะจุด  อยู่ด้านล่างของราคาในช่วงราคาเป็นขาขึ้น  และจะอยู่ด้านบนของราคาในช่วงแนวโน้มราคาปรับตัวลงเมื่อเทรนเริ่มเปลี่ยนไป
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


การแปลผล
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่างการใช้งาน Parabplic SAR  ร่วมกับ ระบบ ADX  และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Bollinger Bands   by  John Bollinger

Indicator ตัวนี้เป็นที่นิยมใช้มากตัวหนึ่ง  มีในทุกโปรแกรมวิเคราะห์หุ้น  โดย Bollinger Bands จะอยู่ในกลุ่ม Volatility Indicators หรือ Indicator ที่ใช้บอกเรื่องการแกว่งของราคาหุ้น  หากหุ้นแกว่งตัวขึ้นสูงแสดงว่าราคาวิ่งขึ้นแรง ซึ่งทุกคนย่อมอยากลงทุนหุ้นตัวนั้นๆเพราะจะทำกำไรได้สูงในระยะเวลาสั้นๆ   นอกจากนี้ Bollinger Bands ยังใช้เตือนการกลับตัวของแนวโน้มราคาหุ้นได้ด้วยจาก  M & W patterns่
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


จุดมุ่งหมายของการนำ BB  มาใช้ในการวิเคราะห์
1. เพื่อให้ทราบการเกิดรูปแบบราคา  Double tops ,  Head & Shoulders  , Double Bottoms ,  M & W Patterns
2. ใช้ให้สัญญาณการกลับตัวของราคา
3. ใช้ในการตรวจจับแนวโน้มของราคา
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


Basic Concepts ของ Bollinger Bands
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


สูตร คำนวณ อีกแล้ว..
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่างกราฟหน้าตา Bollinger Bands  ซึ่งปกติจะมี 3 เส้นคือ
1. Upper band  มาจาก  SMA20 + 2SD  ( ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
2. middle line  เป็นเส้นค่าเฉลี่ย SMA20
3. Lower Band  มาจาก SMA20 - 2SD
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


กลยุทธ ในการเทรด Double Bottoms

1. เลือกหุ้นตาม time frame ที่เกิดลักษณะของ Double bottms   เช่น  15 นาที  , 60 นาที ,  วัน  , สัปดาห์  แล้วแต่ถนัด
2. การเกิด bottom แรกจะทะลุ  Lower Bollinger band ลงมา
3. การเกิด Bottom ครั้งที่สอง อาจจะต่ำกว่าครั้งแรก แต่ต้องไม่ทะลุ Lower BB ลงมา
4. สัญญาณ Indicators ตัวอื่นๆ เกิด Bullish Divergence ให้เห็น
5. การ Breakout ราคาขึ้นมา ควรมี Volume สูงกว่าปกติมาก
6. ควรกำหนดจุด stoploss เสมอ ที่ต่ำกว่าจุด Bottom ครั้งที่สอง 1 ช่องราคา  เพื่อป้องกันความผิดพลาดในกรณีที่ไม่เป็นไปอย่างที่คาด
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


ตัวอย่างกราฟ รูปแบบการเกิด  Double bottoms
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


สัญญาณ การเกิด Double Bottoms  กับ Bpllinger Bands
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


สัญญาณรูปแบบ Double Tops และ Bollinger bands
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2


การใช้ Indicator ร่วมในการยืนยันสัญญาณขาย  จากรูปแบบ  Double Tops และ Bollinger bands




    และบทความแนวทางการศึกษา Technical Analysis ( ภาค 2 )  ต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้นะครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม  และขอให้ประสบความสำเร็จสมที่ได้ตั้งความหวังไว้ทุกประการ

         ด้วยรักและเคารพเพื่อนนักลงทุน


               Kitty63
แนวทางการศึกษา Technical Analysis ภาค 2

ย้อนกลับไปดูบทความและโปรแกรมอื่น
กลับสู่เมนูด้านบนกลับสู่เมนูด้านบน

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

ขอขอบคุณ Klongjan สำหรับทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนา SitemapRSS Feed Jo.Klongjan.com Google+ ข่าวหุ้น